วันอังคารที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566

พาเที่ยว วัดชากใหญ่ จังหวัดจันทบุรี

วัดชากใหญ่ เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ในตำบลพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี คำว่า ชาก แปลว่า ป่า คำว่าชากใหญ่ จึงหมายถึง ป่าใหญ่ เดิมมีชื่อว่า วัดมหาปทุมวิทยาราม ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2498 โดยพระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน) จนถึง พ.ศ. 2508 พระอธิการธรรมรัติ ได้มาจำพรรษาและเป็นเจ้าอาวาสวัด วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535



วัดชากใหญ่

วัดยังเป็นที่ตั้งของพุทธอุทยานมหาปทุมวิทยาญาณสัมปันโนบนพื้นที่กว่า 50 ไร่ สร้างขึ้นโดยพระครูธรรมวิสุทธิมงคล เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ในปี พ.ศ. 2498 และได้รับการพัฒนาเรื่อยม ภายในอุทยานมีพุทธประติมากรรมแสดงเรื่องราวพระพุทธเจ้าขณะแสดงธรรมเทศนาโปรดบุคคลต่าง ๆ ตามพุทธประวัติ โดยมีแผ่นป้ายอธิบายเรื่องราวรายละเอียดตามพุทธประวัติของประติมากรรมนั้น ๆ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ พระพุทธรูปปางนาคปรก และมีกุฏิของสงฆ์ใช้ใบจากมุงหลังคาและมุงเป็นผนัง ซึ่งพระอาจารย์มหาบัวให้พระสงฆ์อยู่เพื่อปฏิบัติธรรม



ข้อมูลสถานที่

เดิมวัดชากใหญ่ชื่อ วัดมหาปทุมวิทยาราม ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดชากใหญ่ ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2498 โดย หลวงตามหาบัว (พระอาจารย์ มหาบัว ญาณสัมปันโน ) จนถึงปีพ.ศ. 2508 พระอธิการธรรมรัติ ได้มาจำพรรษาและเป็นเจ้าอาวาสวัด บรรยากาศในวัดมีความร่มรื่น เต็มไปด้วยประติมากรรมเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนามากมายและยังมีแผ่นป้ายอธิบายเรื่องราวต่างๆของประติมากรรมนั้น ๆ ด้วย

ลักษณะเด่น

วัดนี้เป็นป่าใหญ่มีต้นไม้นานาพันธุ์และมีต้นยางพาราผสม -ภายในพุทธอุทยานฯ มีพุทธประติมากรรมอันยิ่งใหญ่อลังการ



ประวัติ วัดชากใหญ่

ภายในวัดชากใหญ่ที่มีอาณาบริเวณอันร่มรื่นถึง 50 ไร่แห่งนี้ คือที่ตั้งของพุทธอุทยานมหาปทุมวิทยาญาณสัมปันโน ที่สร้างขึ้นโดยพระครูธรรมวิสุทธิมงคล เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ในปี พ.ศ. 2498 และได้รับการพัฒนาเรื่อยมา จนกลายเป็นพุทธอุทยานฯ ที่อาบไปด้วยบรรยากาศอันเงียบสงบ และภายในอุทยานฯ ยังมีพุทธประติมากรรมอันยิ่งใหญ่อลังการ สะท้อนเรื่องราวของพระพุทธเจ้าขณะแสดงธรรมเทศนาโปรดบุคคลต่าง ๆ ตามพุทธประวัติ โดยมีแผ่นป้ายอธิบายเรื่องราวรายละเอียดตามพุทธประวัติของประติมากรรมนั้น ๆ ทำให้เข้าใจรายละเอียดได้อย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ พระพุทธรูปปางนาคปรก ให้ประชาชนได้เข้ามาสักการะเสริมสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว สถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศเงียบสงบร่มรื่น เนื่องจากมีต้นไม้ใหญ่ปลูกนานาพันธุ์ผสมผสานกับต้นยางพาราได้อย่างลงตัว ซึ่งหากเดินชมจนทั่วจะพบว่ากุฏิของสงฆ์ใช้ใบจากมุงหลังคาและมุงเป็นผนัง ซึ่งพระอาจารย์มหาบัวให้พระสงฆ์อยู่เพื่อปฏิบัติธรรม ภายในพุทธอุทยานฯ มีพุทธประติมากรรมอันยิ่งใหญ่อลังการ เป็นเรื่องราวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมเทศนาโปรดบุคคลต่างๆ ตามพุทธประวัติ ซึ่งล้วนเป็นประติมากรรมมีลักษณะที่สวยงาม ซึ่งนอกจากประติมากรรมต่างๆ ที่จัดแสดงไว้ให้เห็นแล้ว ยังมีแผ่นป้ายอธิบายเรื่องราวรายละเอียดตามพุทธประวัติของประติมากรรมนั้นๆ ทำให้เข้าใจรายละเอียดได้อย่างลึกซึ้ง



ทางเข้าวัดชากใหญ่
ข้อมูลทั่วไป

ตั้งอยู่ที่ ม.11 ต.พลิ้ว อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 โดยพระอาจารย์ มหาบัว ญาณสัมปันโน (พระธรรมวิสุทธิมงคล) หรือที่นิยมเรียกว่า “หลวงตามหาบัว” ซึ่งมีญาติโยมได้ซื้อที่ดินถวาย เป็นเนื้อที่ 26 ไร่ 2 งานเศษ แต่เดิมนั้นบริเวณวัดเป็นป่าใหญ่ ที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหลากหลายชนิด และได้เริ่มสร้างเป็นกุฏิแบบเรียบง่ายด้วยฝาและหลังคามุงจาก

แต่เดิมวัดชากใหญ่ ได้ดำเนินการขอตั้งชื่อว่า “วัดมหาปทุมวิทยาราม” เพื่อให้สอดคล้องกับวัดที่มีมาตั้งแต่หลวงตามหาบัว แต่เนื่องด้วยเป็นชื่อที่อาจจะทำให้ผู้คนจำยาก และเห็นว่าวัดอยู่ในหมู่บ้านชากใหญ่ ซึ่งหากนำมาเป็นชื่อจะทำให้จำได้ง่ายกว่า

ภายในพุทธอุทยานฯ มีพุทธประติมากรรมอันยิ่งใหญ่อลังการ เป็นเรื่องราวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมเทศนาโปรดบุคคลต่างๆ ตามพุทธประวัติ ซึ่งล้วนเป็นประติมากรรมมีลักษณะที่สวยงาม ซึ่งนอกจากประติมากรรมต่างๆ ที่จัดแสดงไว้ให้เห็นแล้ว ยังมีแผ่นป้ายอธิบายเรื่องราวรายละเอียดตามพุทธประวัติของประติมากรรมนั้นๆ ทำให้เข้าใจรายละเอียดได้อย่างลึกซึ้งบรรยากาศในพุทธอุทยานมีความร่มรื่น ร่มเย็น ยังคงมีต้นไม้พรรณไม้ต่างๆ มากมาย ทำให้เวลาเดินได้ทั้งความสนุก เพลิดเพลิน และได้ความรู้ด้านพุทธประวัติแบบ

อ่านบทความเพิ่มเติม




พาเที่ยว วัดปากน้ำแขมหนู จังหวัดจันทบุรี

วัดปากน้ำแขมหนู เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลตะกาดเง้า อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2456 ได้รับบริจาคที่ดินจากนางอ้อย ไม่ทราบนามสกุล และต่อมามีคณะศรัทธาได้ถวายที่ดินเพิ่มอีกจำนวน 21 ไร่เศษ มีพระอธิการผลเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก




วัดปากน้ำแขมหนู

อุโบสถหลังแรกเริ่มก่อสร้างและได้รับวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2489 ต่อมาทางวัดได้ก่อสร้างต่อเติมอุโบสถครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2493 และได้ฉลองอุโบสถครั้งแรก เมื่อวันที่ 8–11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ในช่วงปี พ.ศ. 2532 อุโบสถหลังเก่ามีสภาพทรุดโทรมอันเนื่องจากพื้นที่วัดอยู่ติดกับทะเล ทำให้อุโบสถผุกร่อนลุกลามไปทั่วจนถึงหลังคา โดยช่วงหน้าฝนเกิดน้ำรั่ว จนไม่สามารถประกอบกิจสังฆกรรมของสงฆ์ได้ ภายหลังได้มีการสร้างอุโบสถหลังใหม่ มีการใช้กระเบื้องเซรามิกมาประดับลวดลายลงพื้นโบสถ์ด้วยสีน้ำเงิน ภายในอุโบสถ มีประตูโบสถ์ไม้ ทั้ง 4 บาน มีการแกะสลักภาพนูนต่ำ เกี่ยวกับพุทธประวัติ ด้านนอกบานประตูและหน้าต่าง มีการลงลายมุข ภาพเทพทวารบาล ส่วนพื้นผนังด้านในอุโบสถ มีการประดับภาพลงสีในพื้นเซรามิกเกี่ยวกับวรรณคดีชาดกและพระมหาชนก วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561




ข้อมูลทั่วไป

ตั้งอยู่ในบริเวณสะพานปากน้ำแขมหนู ริมชายฝั่งปากอ่าว ตำบลตะกาดเง้า ที่มาของโบสถ์คือ เมื่อโบสถ์หลังเก่าที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 เริ่มชำรุดทรุดโทรมมากขึ้น เพราะวัดตั้งอยู่ติดกับทะเล จึงมีการผุกร่อนมาก ทางวัดและชาวบ้านจึงมีมติร่วมกันที่จะดำเนินการรื้อโบสถ์หลังเก่าและสร้างโบสถ์ใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 2534 และเพื่อความมั่นคงแข็งแรงของโบสถ์ที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลซึ่งโดนน้ำเค็มกัดกร่อนตลอดเวลา จึงใช้เซรามิกที่มีความมันเงา คงทนแข็งแรง มาเคลือบชั้นปูนป้องกันอีกชั้นหนึ่งทำให้โบสถ์มีความคลาสสิกสวยงามแปลกตาโดยเป็นงานเซรามิกโบราณที่ใช้สีพื้นเพียงสองสี คือน้ำเงินและขาวโบสถ์วัดปากน้ำแขมหนูมีเอกลักษณ์สวยงาม ไม่เหมือนที่อื่นโดยด้านในเฉพาะประตูโบสถ์ไม้ทั้ง 4 บาน มีการแกะสลักภาพนูนต่ำเป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติพระพุทธเจ้า ด้านนอกบานประตูและหน้าต่างมีการลงลายมุก ภาพเทพทวารบาล ส่วนพื้นผนังด้านในพระอุโบสถประดับภาพลงสีในพื้นเซรามิกเกี่ยวกับวรรณคดีชาดกและพระมหาชนกมุมด้านหน้าของโบสถ์มีบันไดพญานาคห้าเศียรมีลำตัวทอดยาวไปจนสุดทางบันได อีกทั้งภายในโบสถ์ประดิษฐานพระพุทธชินราชองค์จำลอง เป็นที่สักการบูชาของชาวบ้านและนักท่องเที่ยว เปิดให้เข้าชม เวลา 06.00-18.00 น. สอบถามข้อมูล โทร. 08 0942 4915





ที่ตั้ง

ตำบลตะกาดเง้า อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

ข้อมูลสถานที่

พระอุโบสถเซรามิก หรือโบสถ์สีน้ำเงิน โบสถ์ทนน้ำเค็มกันสนิมแห่งเดียวในโลก

ลักษณะเด่น

ภายในพระอุโบสถ มีความสวยสดงดงาม ไม่แพ้เซรามิกสีน้ำเงินนอกโบสถ์ โดยด้านในเฉพาะประตูโบสถ์ไม้ ทั้ง 4 บาน มีการแกะสลักภาพนูนต่ำ เกี่ยวกับพุทธประวัติสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลงสีสดโดดเด่นเก็บทุกรายละเอียด ด้านนอกบานประตูและหน้าต่าง มีการลงลายมุข ภาพเทพทวารบาล ส่วนพื้นผนังด้านในพระอุโบสถ มีการประดับภาพลงสีในพื้นเซรามิกเกี่ยวกับวรรณคดีชาดก และพระมหาชนก




ประวัติ วัดปากน้ำแขมหนู

พระอุโบสถหลังแรก เริ่มก่อสร้างตามแบบมาตรฐาน และได้รับวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2489 ต่อมาทางวัดได้ก่อสร้างต่อเติม พระอุโบสถครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2493 และได้ฉลองพระอุโบสถครั้งแรก เมื่อวันที่ 8-11 ก.พ. 2502 ในช่วงปี พ.ศ. 2532 พระอุโบสถหลังเก่า เริ่มชำรุดทรุดโทรมมากขึ้น เนื่องจาก พื้นที่วัดปากน้ำแขมหนู อยู่ติดกับทะเล ทำให้โครงสร้างพระอุโบสถ ผุกร่อนลุกลามไปทั่วจนถึงหลังคา โดยช่วงหน้าฝนเกิดน้ำรั่ว จนไม่สามารถประกอบกิจสังฆกรรมของสงฆ์ได้ ในปี พ.ศ. 2534 จึงได้มีมติร่วมกับชาวบ้าน ที่จะดำเนินการรื้อโบสถ์หลังเก่า และก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้น โดยนำเอารูปแบบพิมพ์เขียวจากวัดสระบาป มาเป็นตัวอย่าง พร้อมกันนี้ได้หาวิธีที่จะป้องกันไม่ให้โบสถ์หลังใหม่เกิดความชำรุดเสื่อมโทรมเร็ว เนื่องจากพื้นที่ติดกับน้ำเค็ม ต่อมา จึงได้เดินทางไปดูรูปแบบก่อสร้างโบสถ์วัดอื่นๆ จนไปพบมีที่วัดแห่งหนึ่ง มีการใช้กระเบื้องเซรามิกมาประดับ และเห็นว่าพื้นผิวเซรามิกมีความมันเงา คงทนแข็งแรง จึงมีแนวความคิดที่จะใช้เซรามิกมาเคลือบชั้นปูนพระอุโบสถที่วัด เพื่อป้องกันน้ำเค็ม นอกจากนี้ ยังได้ประสานโรงงานรับเหมา ให้ผสมสีลงในชิ้นงานที่จะนำมาปิดเคลือบผนังปูน ตลอดจนชิ้นส่วนลวดลายต่างๆ ที่จะนำมาประดับตกแต่ง โบสถ์ทั้งหลัง เพื่อลดเวลาการก่อสร้าง และจะไม่ต้องทาสีซ้ำบ่อยๆ แถมลดการเสื่อมสภาพจืดจางของตัวสีได้อีกด้วย ส่วนสาเหตุที่เลือกประดับลวดลายลงพื้นโบสถ์ด้วยสีน้ำเงิน เนื่องจากเห็นว่า ภาชนะลายครามที่ทำจากเซรามิกสมัยโบราณ จะมีการใช้สีหลักเพียงสองสีเท่านั้น คือ พื้นสีขาว ตัดลวดลายด้วยสีน้ำเงิน เมื่อลองมาใช้กับโบสถ์ก็พบว่ามีความสวยงามโดดเด่น จึงได้มีการนำมาใช้ประดับตกแต่งพระอุโบสถเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันจนกลายมาเป็นโบสถ์สีน้ำเงินอย่างที่เห็น

อ่านบทความเพิ่มเติม




พาเที่ยว หาดเจ้าหลาว จังหวัดจันทบุรี

 หาดเจ้าหลาว เป็นชายหาดที่มีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงามทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดจันทบุรี มีหาดทรายสีแดง ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของหาดทรายเมืองจันทบุรี เมื่อน้ำลงจะเห็นแนวสันทรายเป็นแนวยาวไปจนถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่าวคุ้งกระเบน ส่วนชายหาดด้านตะวันออกเป็นแหลมหินและบริเวณสันเขา หาดเจ้าหลาวเป็นจุดชมวิวทะเลที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมีเรือท้องกระจกและเรือเร็วบริการนำนักท่องเที่ยวไปชมแนวปะการังน้ำตื้นอีกด้วย




อยู่ห่างจากอำเภอท่าใหม่ 17 กิโลเมตร ถัดมาจากหาดแหลมเสด็จ มีบรรยากาศเงียบสงบ เป็นหาดทรายสีนวล ยาวเหยียดสุดสายตา ร่มรื่นด้วยทิวมะพร้าว ผู้คนนิยมไปพักผ่อนกันที่นี่ในวันหยุด มีที่พักตั้งแต่ระดับปานกลางจนถึงระดับมาตรฐาน และร้านอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยว

ประวัติ หาดเจ้าหลาว

อยู่ที่อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เป็นชายหาดที่ขึ้นชื่อในเรื่องความสวยงามทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่ง โดยหาดทรายมีลักษณะพิเศษคือทรายเป็นสีแดง เมื่อน้ำลงจะเห็นแนวสันทรายทอดยาวไปจนถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่าวคุ้งกระเบน ความยาวเกือบ 10 กิโลเมตร ชายหาดร่มรื่นด้วยต้นมะพร้าวที่ขึ้นอยู่เป็นระยะ น้ำทะเลใสสะอาด คลื่นไม่แรง เหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด ส่วนชายหาดด้านตะวันออกจะเป็นแหลมหิน บริเวณสันเขาของหาดเจ้าหลาวเป็นจุดชมวิวทะเลที่สวยงามมาก บรรยากาศร่มรื่นและสงบ สามารถเดินเล่นบนสันเขาได้

รอบๆ มีที่พักหลากหลายราคาไว้อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงร้านอาหารริมหาดที่มีให้บริการในราคาไม่แพงมาก และบริเวณใกล้ๆ กับหาดเจ้าหลาวยังมี ตลาดวงเวียนพะยูนเล่นน้ำ เป็นแหล่งขายอาหารทะเลสดๆ นานาประเภท

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการทำกิจกรรมอื่นๆ ก็มีบริการนำนักท่องเที่ยวนั่งเรือท้องกระจกไปชมแนวปะการังน้ำตื้นที่อยู่ห่างจากฝั่งออกไปเพียงประมาณ 2 กิโลเมตร ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยวชมปะการังน้ำตื้นคือระหว่างเดือนพฤศจิกายน – พฤษภาคม





การเดินทางไปจังหวัดจันทบุรี

– รถยนต์ (Car/ Bus) การเดินทางโดยรถยนต์จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดจันทบุรี มีระยะทาง 250 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 30 นาที

แผนที่หาดเจ้าหลาว

การเดินทางไปหาดเจ้าหลาว

อยู่ที่ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ห่างจากตัวจังหวัดจันทบุรี 30 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 40 นาที



ข้อมูลเพิ่มเติม

เวลาทำการเปิด – ปิด

เปิดทุกวัน 24 ชั่วโมง

อัตราค่าเข้าชม

ไม่เสียค่าเข้าชม

สิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเที่ยวหาดเจ้าหลาว

พักผ่อนหย่อนใจ นั่งเรือออกไปชมปะการังน้ำตื้น และชมความงดงามของพระอาทิตย์ตก

เวลาที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยว

สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

สถานที่ตั้ง

จังหวัด จันทบุรี อำเภอ อำเภอท่าใหม่ ตำบล คลองขุด 22120

ความสำคัญ/ลักษณะของสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ

เป็นชายหาดที่สวยที่สุดในจันทบุรี อยู่ห่างจากอำเภอท่าใหม่ 19 กม. นักท่องเที่ยวนิยมไปพักผ่อนกันตำนานความเชื่อ

มีนิทานพื้นบ้านที่เล่าสืบเนื่องกันมาว่า ชื่อหาดมาจากหลาว ที่ใช้ในการหาปลา แล้วเกิดมาปักอยู่ที่หาดนี้ จึงตั้งชื่อหาดว่าหาดเจ้าหลาว

ลักษณะปัจจัยแวดล้อมทางกายภาพ

หาดเจ้าหลาวเป็นหาดที่ต่อเนื่องจากแหลมเสด็จ ยาวประมาณ 10 กิโลเมตร ยาวไปถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่าคุ้งกระเบน เป็นหาดทรายที่สวยงามสีน้ำตาลแดง บรรยากาศเหมาะแก่การพักผ่อน รอบชายหาดมีแนวต้นมะพร้าวและมีสนามหญ้าธรรมชาติ



ลักษณะปัจจัยแวดล้อมทางชีวภาพ

บริเวณหาดเจ้าหลาว แนวปะการังขนานไปกับแนวชายฝั่งออกไปในทะเลประมาณ 3 กิโลเมตร มีนักท่องเที่ยวดำน้ำดูปะการังตื้น

อ่านบทความเพิ่มเติม





พาเที่ยว อ่าวคุ้งกระเบน

อ่าวคุ้งกระเบน (Kung Krabaen Bay) เป็นอ่าวกึ่งปิดที่อยู่บนชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย มีรูปร่างคล้ายปลากระเบนตามชื่อ ซึ่งนอกจากพื้นที่โดยรอบอ่าวจะเป็นเขตเกษตรกรรมและหมู่บ้านประมงเรียงรายตลอดแนวชายฝั่งแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของจันทบุรีที่นักท่องเที่ยวจะได้สูดออกซิเจนกันอย่างเต็มปอดตลอดเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติความยาวกว่า 1,600 เมตร




ข้อมูลทั่วไป

สะพานเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน ใช้เวลาเดินเพียง 30-45 นาที บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะทาง 1,600 เมตร ทอดผ่านป่าชายเลนที่มีพันธุ์ไม้หลายชนิด

ตั้งอยู่ในตำบลคลองขุด ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2525 เพื่อศึกษาค้นคว้าวิจัยเรื่องระบบนิเวศทางธรรมชาติ ในการหาแนวทางที่เหมาะสมต่อการพัฒนาสภาพพื้นที่ชายฝั่งทะเลของจังหวัดจันทบุรี มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน ให้ประชาชนที่สนใจได้เรียนรู้ระบบนิเวศผ่านเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะทาง 1,800 เมตร ใช้เวลา 30-45 นาที เพื่อสร้างความเข้าใจในระบบนิเวศป่าชายเลน แหล่งสมุนไพรสำหรับชุมชน แหล่งอาหารธรรมชาติ และรู้จักใช้ทรัพยากรเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ลำพูทะเล ที่งอกได้ดีในดินปนทรายจะสะสมดินเลนทะเลเพื่อเตรียมพื้นที่ให้ไม้อื่นได้งอกงามและก่อประโยชน์เป็นทอด ๆ ต่อกันไป ไม้แสมขาว

นอกจากทำเป็นฟืนได้แก่นยังนำไปต้มกับแก่นแสมสาร (ขี้เหล็กป่า) ช่วยขับโลหิตเสียของสตรีได้กระพี้ เป็นยาแก้พิษงู เป็นต้น เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.30-16.30 น. หากเข้าชมเป็นหมู่คณะต้องติดต่อล่วงหน้าที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ สอบถามข้อมูล โทร. 0 3943 3216-8 เว็บไซต์ www.rdpb.go.th



ข้อมูลสถานที่

1.เพื่อสนองพระราชดำริอย่างต่อเนื่องและครบถ้วนสมบูรณ์มีคุณภาพและ

ประสิทธิผล

2.เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ

ทุกมิติอย่างเป็นระบบตั้งแต่ การศึกษาทดลอง วิจัย ทดสอบ สาธิต ขยายผล

และการบริหารจัดการ

3.มุ่งเน้นการขยายผลการพัฒนาสู่ประชาชนในหมู่บ้านรอบศูนย์ฯและประชาชนทั่วไป

ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

4.พัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟูและการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล

บริเวณพื้นที่อ่าวคุ้งกระเบนและพื้นที่ใกล้เคียงให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศ และการใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนา

5.พัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจให้

กับประชาชน กลุ่มเป้าหมายต่างๆ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้

ให้กับประชาชนในพื้นที่โครงการฯ เพิ่มขึ้น



ประวัติ อ่าวคุ้งกระเบน

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เริ่มก่อตั้งตามพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิด พระบรมราชานุเสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2524 โดยมีพระราชดำริแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี มีสาระสำคัญดังนี้ และได้พระราชทานเงินที่ราษฎรจังหวัดจันทบุรีร่วมทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายโดยเสด็จพระราชกุศล ในโอกาสดังกล่าวเป็นทุนริเริ่มดำเนินการ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริเพิ่มเติม ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน สาระโดยสรุปว่า… ” ให้พิจารณาจัดหาพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมหรือพื้นที่สาธารณประโยชน์เพื่อจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนา เ

ช่นเดียวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ให้เป็นศูนย์ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาในเขตที่ดินชายทะเล” จังหวัดจันทบุรีได้ร่วมหารือกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องและพิจารณาความเหมาะสมจึงกำหนดพื้นที่ ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เป็นพื้นที่จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2525 ศูนย์ศึกษาดังกล่าว เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการศึกษาสาธิต และการพัฒนาในเขตที่ดินชายทะเล โดยวิธีการผสมผสานความรู้อันหลากหลายของแต่ละหน่วยงานเพื่อวางแผนพัฒนาการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ ให้เหมาะสมและยั่งยืนตลอดไป




การเดินทางไปอ่าวคุ้งกระเบน

อ่าวคุ้งกระเบน ตั้งอยู่ที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน หมู่ที่ 4 ตำบล คลองขุด อำเภอท่าใหม่ ห่างจากตัวจังหวัดจันทบุรี 30 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ 37 นาที

อ่านบทความเพิ่มเติม




วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2566

วัดป่าปฐมชัย ชมสถาปัตยกรรมล้านนา จังหวัดนครปฐม

สวัสดีทุกคน วันนี้เราจะพาทุกคนไป วัดป่าปฐมชัย เป็นวัดสายกรรมฐานที่ยึดถือแนวทางปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานแบบ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มีพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2552 และได้รับการประกาศแต่งตั้งเป็นวัดวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดดเด่นด้วย อุโบสถไม้สถาปัตยกรรมทรงล้านนา ที่หาชมได้ใกล้ๆ กรุงเทพฯ โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงภาคเหนือ อีกทั้งยังมีลานปฏิบัติธรรม สระน้ำ และต้นไม้ร่มรื่น เหมาะกับการมาบำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นอย่างมาก




หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

หลวงปู่มั่น หรือ พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต ถือเป็นพระอาจารย์ใหญ่ของธรรมยุตินิกาย หรือ สายกรรมฐานพระป่า ท่านปฏิบัติตนตามแนวทางคำสอนของพระวินัยสงฆ์ และยึดถือ ธุดงควัตร ด้วยจริยวัตร อย่างเคร่งครัด ท่านยังได้วางแนวทางในการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าให้แก่คนทั่วไปอย่างกว้างขวาง จนมีพระสงฆ์และฆราวาสเป็นลูกศิษย์จำนวนมาก แนวคำสอนของท่านเป็นที่รู้จักกันดีในนามว่า “คำสอนพระป่า สายพระอาจารย์มั่น”

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านเกิดในครอบครัวชาวนาผู้มีอันจะกิน ณ บ้านตาด อุดรธานี เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๖ สมัยหนุ่ม ๆ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว ขยันขันแข็ง ทำงานอะไรทำจริง ๆ จังๆ เป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ในการงานทั้งปวง เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี พ่อแม่ขอร้องให้บวชตามประเพณีอยู่หลายครั้ง ท่านก็ทำเฉย ๆ ตลอดมา ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด ในครั้งสุดท้ายนี้ ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า หวังพึ่งใบบุญจากการบวชของลูกให้ได้ ถึงกับทำให้พ่อแม่น้ำตาร่วง ครั้งนี้ท่านรู้สึกสะเทือนใจและเห็นใจพ่อแม่มาก จึงตัดสินใจ และยอมบวชตามประเพณี เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่ โดยตั้งใจไว้ในตอนต้นนี้ว่า จะบวชเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น



จุดน่าสนใจใน วัดป่าปฐมชัย

ไฮไลท์แรกของวัดป่าปฐมชัย คือ วิหารทรงล้านนา หรือ อุโบสถไม้ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก วัดไล่หินหลวง จังหวัดลำปาง มีสถาปัตยกรรมที่วิจิตรงดงามทั้งด้านนอกและด้านใน อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน พระพุทธโคตรมะ ให้พวกเราเข้าไปกราบไหว้อีกด้วย สักการะ เจดีย์ปัญญาธโรนุสรณ์สถาน หรือ เจดีย์สีทอง เจดีย์ทรงระฆังรูปแบบเฉพาะของล้านนา บนฐานเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเล็กรายล้อมองค์เจดีย์ ส่วนบนยอดฉัตรเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ใกล้ๆ กันนั้นมี เจดีย์พระชับมงคลศรีทวารวดี บรรจุทั้งพระบรมสารีริกธาตุและพระอัฐิธาตุ รวมถึงรูปเหมือนของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังถึง 5 รูป แต่จะเปิดให้เข้าชมได้เฉพาะวันสำคัญทางศาสนาเท่านั้น

นอกจากนี้ภายในวัดยังมี ลานธรรมจักร ลานปฏิบัติธรรม หอพระแก้วมรกต 3 ฤดู และโบราณวัตถุ ศิลาจารึกสมัยทวารวดีตั้งอยู่เช่นกันค่ะ ถือเป็นวัดที่สามารถไปปฏิบัติธรรมและชมความงามของวัดไปพร้อม ๆ กันเลย



วัดป่าปฐมชัย

อ้างอิง Trueid , Komchadluek , luangta

อ่านบทความเพิ่มเติม




ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ (โครงการการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) ตั้งอยู่ที่ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ชื่อว่า เป็นพระตำหนักแห่งเดียวที่ได้ สร้างขึ้นจากประชาชน ในอดีตอำเภอปากพนังมีปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม มีน้ำท่วม น้ำจืดมีไม่เพียงพอ ดินเปรี้ยว ความเค็มลุกล้ำเข้ามา เป็นผลให้มีผลผลิตต่ำ ความยากจน และแรงงานต้องอพยพเข้ามาหางานทำในเมือง ทิ้งถิ่นฐานเรือกสวนไร่นาที่เคยอุดมสมบูรณ์ออกมา





พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวทางแก้ไขและพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังทั้งระบบ ถึง 13 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2521 โดยครั้งสำคัญที่สุด เมื่อปี 2536 ทรงมีพระราชดำริให้ก่อสร้างประตูระบายน้ำปากพนัง หรือประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ เพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งหมด

“พระราชดำริดังกล่าว ประสบความสำเร็จมาก ถือเป็นกุญแจแรกในการพลิกฟื้นลุ่มน้ำปากพนัง และทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องมาโดยตลอด” อันคำว่า “อุทกวิภาชประสิทธิ” มีความหมายว่า ประตูระบายน้ำที่ประสบความสำเร็จในการแยกน้ำจืดน้ำเค็ม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2542



ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ
ประวัติ ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ

ในอดีต ลุ่มน้ำปากพนังเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ในภาคใต้ จากหลักฐาน ที่พบเห็นคือ โรงสีไฟ โรงสีข้าวโบราณที่พบหลายแห่งริมแม่น้ำปากพนัง ด้วยพื้นที่ลุ่มน้ำแห่งนี้กว้างใหญ่ครอบคลุมถึง 10 อำเภอ ใน 3 จังหวัด ได้แก่จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา ทำให้ระบบนิเวศมีความหลากหลาย ทั้งป่าต้นน้ำ ป่าพรุ ป่าชายเลน และพื้นที่ชายฝั่ง แต่เมื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจเข้ามา ทำให้พื้นที่ป่าต้นน้ำถูกทำลาย จากเดิมที่ระบบน้ำจืดและน้ำเค็มผลักดันตามธรรมชาติ ก็แปรเปลี่ยนเพราะน้ำจืดจากป่าต้นน้ำไหลลงสู่แม่น้ำปากพนังน้อยลง น้ำเค็มจึงทะลักไกลกว่าร้อยกิโลเมตร

ไม่เพียงปัญหาน้ำเค็ม แต่ด้วยภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกะทะ ทำให้เกิด น้ำท่วมขังเป็นเวลายาวนาน ชาวนาผลิตข้าวได้น้อยลง ส่วนพื้นที่ใกล้ชายฝั่งชาวบ้านปรับเปลี่ยน นาข้าวมาเป็นนากุ้ง แต่ด้วยไม่มีความรู้ในการจัดการ ทำให้เกิดน้ำเสียจากบ่อเลี้ยงกุ้งกระทบถึงนาข้าว ชาวบ้านทะเลาะขัดแย้งกันเอง ส่วนในพื้นที่ป่าพรุก็มีปัญหาน้ำเปรี้ยว เรียกได้ว่าพื้นที่แห่งนี้มีปัญหา 4 น้ำ 3 รส ในหลวงทรงทราบถึงปัญหา

จึงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานก่อสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ เพื่อแยกน้ำเค็ม และ น้ำจืดออกจากกัน และแบ่งโซนน้ำจืดน้ำเค็ม เพื่อให้ชาวบ้านที่ต้องการเลี้ยงกุ้งอยู่ในโซนน้ำเค็ม ส่วนชาวบ้านที่ต้องการปลูกข้าวอยู่ในโซนน้ำจืด ปัญหาความขัดแย้งทุเลาลง ส่วนพื้นที่พรุ ก็มีราษฎรที่อาสาดูแลป่าพรุตามรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้พระองค์ยังได้ให้หน่วยงานชลประทานช่วยควบคุมระดับน้ำในพรุไม่ให้แห้งจนเกิดไฟป่า และรักษาระดับน้ำไม่ให้ท่วมขังเพื่อให้ราษฎรปลูกข้าวได้



ข้อมูลเพิ่มเติม

ที่ตั้ง : อาคารพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ 61/61 ม.5 ต.หูล่อง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช 80140

วันเวลาทำการ : วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น.

อ้างอิง Thailandtourismdirectory

อ่านบทความเพิ่มเติม




สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า

กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช เป็นกำแพงเมืองที่เคยปกป้องเมืองนครศรีธรรมราชจากข้าศึก เป็นโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัด เป็นเครื่องแสดงถึงความเก่าแก่ ความแข็งแกร่ง ความเจริญรุ่งเรือง และประวัติศาสตร์อันยาวนาน ปัจจุบันได้รับการบูรณะใหม่ให้ แข็งแรงและสวยงาม เพื่อพัฒนาเป็นอีก 1 สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีที่ตั้งอยู่ หลายจุดด้วยกัน แต่ที่เหลือให้ชม คือ กำแพงเมืองด้านทิศเหนือ อยู่ริมคลองหน้าเมือง ถนนมุมป้อม ความแข็งแกร่งความ เจริญรุ่งเรือง





และประวัติศาสตร์อันยาวนาน กำแพงเมืองนครศรีธรรมราชตั้งอยู่ริมคลอง หน้าเมือง ถนน มุมป้อม อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช การสร้างปรากฏหลักฐาน จากตำนานเมืองนครศรีธรรมราชว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เมื่อตั้งเมืองขึ้นที่ หาด ทรายแก้ว แล้วจึงสร้างกำแพง เมืองเป็นกำแพงดิน มีคูล้อมรอบสันนิษฐานว่า มีการบูรณะกำแพง เมืองส่วนต่าง ๆ กันมาหลายครั้งทุกครั้ง คงพยายามรักษา แนวกำแพงเดิมไว้



กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช
ประวัติความเป็นมา กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช

กำแพงเมืองที่เห็นในปัจจุบันนี้คือส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองเก่าซึ่งได้รับการบูรณะเพิ่มเติมในปีพ.ศ.2530มีแนวกำแพงเมืองขนานไปกับคูเมืองตั้งแต่ประตูชัยเหนือไปทางตะวันออกยาวประมาณ 100 เมตรกำแพงเมืองเดิมก่ออิฐถือปูนทั้งสี่ด้านมีเชิงเทิน ใบเสมามุมกำแพงทั้งสี่ด้านมีป้อมมุมละป้อมกำแพงทางด้านเหนือและด้านใต้มีประตูเมืองด้านละหนึ่งประตูคือประตูชัยเหนือ หรือประตูชัยศักดิ์ และทางด้านใต้ คือ ประตูชัยให้หรือประตูชัยสิทธิ์ ขนาดของเมืองวัดตามกำแพงเมืองยาว 2238.50 เมตร กว้าง456.50 เมตรถัดออกจากแนวกำแพงเมืองเป็นคูเมือง โดยคูเมืองด้านทิศเหนือคือคลองน้อย (หรือคลองหน้าเมืองในปัจจุบัน)

ซึ่งขุดไปออกอ่าวไทย กำแพงเมือง ตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราช กล่าว สร้างหลังจากที่พระเจ้าศรีธรรมโศกราช อพยพผู้คนหนีไข้ห่างมา ตั้งเมืองที่หาดทรายแก้ว แล้วโปรดให้สร้างขึ้นและได้รับการซ่อมแซมมา โดยลำดับ เช่นในครั้งที่พระราเมศวรได้เสด็จตีล้านนา เมื่อพ.ศ.1950 กำแพงเมืองได้รับการซ่อมแซม โดยชาวล้านนา ต่อมาในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อปี พ.ศ.2230 มีการซ่อมแซมกำแพงเมืองครั้งใหญ่ โดยสร้างป้อมปราการแบบ Chateau ซึ่งสามารถป้องกันปืนใหญ่ แบบตะวันตก ได้และกำแพงเมืองที่เหลือในปัจจุบันที่สร้าง โดยสมัยนั้น และสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ราวปี พ.ศ. 2327 ได้มีการซ่อมแซมอีกครั้งหนึ่ง โดยพระยานครศรีธรรมราช (พัด) และได้รับการบูรณเพิ่มเติมขึ้นในอีกปี พ.ศ.2533 เป็นครั้งสุดท้าย



ข้อมูลเพิ่มเติม

ที่ตั้ง : บริเวณสวนศรีธรรมโศกราช และฝั่งตรงข้าม

ติดต่อ : นายอภิรักษ์ เจ๋เหลา (นักโบราณคดี)

อ้างอิง Thailandtourismdirectory

อ่านบทความเพิ่มเติม




ไทยพลัสนิวส์ 10 อาหารที่กินแล้วทำให้ แก่วัย

 ไทยพลัสนิวส์ 10 อาหารที่กินแล้วทำให้ แก่วัย ไทยพลัสนิวส์ 10 อาหารที่กินแล้วทำให้ แก่วัย เรื่องของอาหารการกิน ยังไงก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ต่อร...