วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ไทยพลัสนิวส์ 6 เมนูอาหารกระตุ้นน้ำนมที่คุณแม่หลังคลอดควรทาน

 ไทยพลัสนิวส์ 6 เมนูอาหารกระตุ้นน้ำนมที่คุณแม่หลังคลอดควรทาน

ไทยพลัสนิวส์ 6 เมนูอาหารกระตุ้นน้ำนมที่คุณแม่หลังคลอดควรทาน หนึ่งในเรื่องที่คุณแม่หลังคลอดให้ความสำคัญ และ มักจะเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการมีน้ำนมที่เพียงพอ ดังนั้นคุณแม่จะต้องให้ความสำคัญที่การกินอาหาร ในแต่ละวัน วันนี้เราได้รวม 6 เมนูอาหารสำหรับคุณแม่หลังคลอด ซึ่งเป็นเมนูที่ช่วยทำให้น้ำนมไหลเวียนดี มาแชร์ให้คุณแม่ได้ทราบกันค่ะ




6 เมนูอาหารกระตุ้นน้ำนมที่คุณแม่หลังคลอดควรทาน

1.ซุปฟักทอง 

ซุปฟักทอง เป็นเมนูที่มีกลิ่นหอม ให้รสชาติหวานมัน และเค็มนิดๆ ถือเป็นเมนูที่ให้รสชาติกลมกล่อม อีกทั้งยังเป็นเมนูที่ช่วยรักษาร่างกาย และ ช่วยบำรุงน้ำนมของคุณแม่ ให้มีคุณภาพ และยังเป็นเมนูที่ช่วยแก้ปัญหาน้ำนมไม่ไหลได้อีกด้วย ทั้งนี้คุณแม่จะได้รับประโยชน์จากการกินเมนูซุปฟักทอง โดยได้รับสารอาหารจำพวกเบต้าแคโรทีน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม และ วิตามินหลากหลายชนิด ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำนม และ ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมของคุณแม่ ให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย 

2.แกงเลียงหัวปลี 

เมนูแกงเลียงหัวปลีเป็นเมนูที่ช่วยบำรุงน้ำนมได้อย่างดีเลิศ โดยเฉพาะหัวปลีซึ่งเป็นอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี เหล็ก โปรตีน และวิตามินหลากหลายชนิด ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ มีส่วนช่วยกระตุ้นฮอร์โมน โปรแลกติน จึงทำให้ต่อมน้ำนม สามารถผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพออกมา และเป็นน้ำนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้หัวปลี ยังช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด จึงทำให้คุณแม่มีเลือดลมไหลเวียนดีขึ้นอีกด้วย 

3.อกไก่ย่างอัลมอนด์ 

อกไก่ย่างอัลมอนด์ เป็นเมนูที่ให้สารอาหาร ประเภทโปรตีน แมกนีเซียม โพแทสเซียม วิตามิน และแร่ธาตุหลากหลายชนิด โดยสารอาหารเหล่านี้ จะมีส่วนช่วยขับน้ำนม และทำให้ต่อมน้ำนมผลิตน้ำนมออกมาได้ในปริมาณมาก และ เป็นน้ำนมที่มีคุณภาพดี เมื่อลูกน้อยกินเข้าไป ก็จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ ทางด้านสมอง และ ร่างกายให้มีการเจริญเติบโตสมวัย 

4.สลัดถั่วลูกไก่ 

เมนูสลัดถั่วลูกไก่ เป็นเมนูที่กินได้ง่าย และ ให้ประโยชน์กับคุณแม่ได้หลากหลาย โดยเมนูนี้ถือเป็นเมนูที่เป็นแหล่งรวมของสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น โปรตีน แมกนีเซียม แคลเซียม เหล็ก ใยอาหาร และวิตามินหลากหลายชนิด ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยบำรุงน้ำนม และ กระตุ้นให้ต่อมน้ำนมผลิตน้ำนมออกมาได้ในปริมาณมาก ที่สำคัญถั่วลูกไก่ยังมีความสามารถ ในการเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดการอักเสบ ของเซลล์ภายในร่างกาย ช่วยปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด และ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ในร่างกายของคุณแม่อีกด้วย 

5.ข้าวหน้าปลาแซลมอนย่างเทอริยากิ 

ข้าวหน้าปลาแซลมอนย่างเทอริยากิ เป็นเมนูที่แนะนำ สำหรับคุณแม่หลังคลอด โดยเมนูนี้ให้สารอาหารที่หลากหลาย เช่น กรดไขมันดี โปรตีน แคลเซียม โพแทสเซียม วิตามินบี6 วิตามินบี12 วิตามินดี และแมกนีเซียม ซึ่งเมนูนี้ถือเป็นเมนู ที่ช่วยเพิ่มสารอาหาร ในน้ำนมคุณแม่ ทำให้ลูกน้อยของคุณแม่ ได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต ได้อย่างเพียงพอ 

6.โฮลเกรนแซนวิช 

เมนูโฮลเกรนแซนวิชเป็นเมนู ที่ช่วยบำรุงสุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์ และ เป็นเมนูเรียกน้ำนม เนื่องจากโฮลเกรน เป็นธัญพืชที่ไม่ขัดสี และ เป็นอาหารที่อุดมด้วยกรดโฟลิก สังกะสี ธาตุเหล็ก แคลเซียม ใยอาหาร วิตามินบี และวิตามินซี โดยสารอาหารเหล่านี้ มีส่วนช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนม และ ให้สารอาหารในน้ำนมของคุณแม่ได้ดีมาก ๆ 



และนี่ก็คือ 6 เมนูอาหารกระตุ้นน้ำนมที่คุณแม่หลังคลอดควรทาน

 สำหรับคุณแม่หลังคลอด ที่ต้องการบำรุงน้ำนมในช่วงที่กำลังให้นมลูก แนะนำให้ลองทำอาหาร 6 เมนูนี้กินเพื่อบำรุงร่างกาย ในช่วงหลังคลอดกันดูค่ะ เชื่อว่าจะช่วยให้คุณแม่ ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างมากเลยทีเดียว   

อ้างอิง sanook

อ่านบทความเพิ่มเติม




ไทยพลัสนิวส์ กินเค็มเกินวันละ 1 ช้อนชา เสี่ยงโรค

 ไทยพลัสนิวส์ กินเค็มเกินวันละ 1 ช้อนชา เสี่ยงโรค

ไทยพลัสนิวส์ กินเค็มเกินวันละ 1 ช้อนชา เสี่ยงโรค กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก เตือน การบริโภคโซเดียม ในปริมาณมากเกินกว่า 2,400 มิลลิกรัม หรือมากกว่า 1 ช้อนชาต่อวัน จะทำให้มีการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำ ในร่างกายทำให้มีความดันโลหิต สูงขึ้นส่งผลให้ไต และ หัวใจทำงานหนัก และ อาจจะส่งผลในระยะยาว ทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และ โรคไต แทรกซ้อนตามมา พร้อมแนะวิธีลดปริมาณโซเดียม ในชีวิตประจำวัน เพื่อไม่ให้หัวใจและ ไต ทำงานหนัก




กินเค็มเกินวันละ 1 ช้อนชา เสี่ยงโรค ความดันสูง-โรคไต-หัวใจ 

โซเดียมไม่เกิน 1 ช้อนชา ต่อวัน เสี่ยงโรค   

อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โซเดียมเป็นส่วนประกอบของเกลือ ซึ่งเกลือ 1 กรัม จะมีโซเดียมประมาณ 400 มิลลิกรัม โดยร่างกาย มีความต้องการโซเดียมประมาณ 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน  

โซเดียม พบได้ในอาหารอะไรบ้าง ? 

  • เกลือโซเดียม หรือ เกลือแกง 
  • เครื่องปรุงที่ให้รสเค็ม เช่น น้ำปลา ซอสถั่วเหลือง ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ เต้าเจี้ยว ซอสมะเขือเทศ ฯลฯ  
  • อาหารประเภทหมักดอง เช่น ผักดอง ผลไม้ดอง ไข่เค็ม ปลาร้า ปลาเค็ม เนื้อเค็ม เป็นต้น  
  • ขนมอบกรอบ ผงชูรส มีเกลือโซเดียมแอบแฝงจำนวนมาก 

อันตรายจากการบริโภค โซเดียมเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน 

หากรับประทานอาหารที่เค็มจัดที่มีเกลือ โซเดียม หรือ เกลือแกงมากกว่า 6 กรัมต่อวัน หรือมากกว่า 1 ช้อนชาขึ้นไป จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดความดัน โลหิตสูงซึ่งในระยะยาวมีผล ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้นมีโอกาส เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และ ไตเสื่อม 

ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแต่ละวันไม่ควรบริโภค โซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งถ้าได้รับมาก ทำให้มีการคั่งของสารน้ำ ในร่างกาย ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และ ความดัน ในหลอดเลือดฝอย ของหน่วยกรอง ในไตสูงขึ้น ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นการที่ร่างกาย ได้รับโซเดียมในปริมาณที่พอเพียงไม่มากไม่น้อยจนเกินไป จะเกิดผลดีต่อการทำงานของควบคุม ความดันโลหิต ทำให้ลดความเสี่ยง ในการเกิดโรคแทรกซ้อนที่จะตามมา  

 


วิธีลดปริมาณการบริโภค โซเดียม 
  • หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารรสจัด และ อาหารหมักดอง  
  • ชิมอาหารทุกครั้ง ก่อนเติมเครื่องปรุง 
  • เลือกบริโภคอาหารสด หรือ อาหาร ที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด  
  • หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป และ ขนมขบเคี้ยว ที่มีเครื่องปรุงรสปริมาณมาก  
  • ลดความถี่ของการบริโภคอาหาร ที่ต้องมีเครื่องปรุงน้ำจิ้ม และ ลดปริมาณน้ำจิ้ม ที่บริโภค 
  • ทดลองปรุงอาหาร โดยใช้ปริมาณเกลือ น้ำปลา ตลอดจนเครื่องปรุงรสอื่น ๆ เพียงครึ่งหนึ่งที่กำหนดไว้ในสูตรปรุงอาหาร ถ้ารสชาติไม่อร่อยจริง ๆ จึงค่อยเพิ่มปริมาณ ของเครื่องปรุงรส  
  • ควรปลูกฝังนิสัย ให้บุตรหลานรับประทานอาหารรสจืด โดยไม่เติมเกลือ ซีอิ๊วขาว น้ำปลา ตลอดจนซอสปรุงรสในอาหารเด็ก และ ทารก  
  • ควรบริโภคอาหาร ที่มีปริมาณโปแตสเซียมสูง เช่น ผักใบเขียว และ ผลไม้ จะสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ 

อ้างอิง sanook

อ่านบทความเพิ่มเติม






วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ไทยพลัสนิวส์ อาหารส่งผลอะไรกับประจำเดือน

 ไทยพลัสนิวส์ พาไปดู อาหารส่งผลอะไรกับประจำเดือน

ไทยพลัสนิวส์ พาไปดู อาหารส่งผลอะไรกับประจำเดือน โดย ประจำเดือนส่งผลต่อร่างกายอย่างไร แล้วอาหารที่เราทานเข้าไปนั้นส่งผลต่อประจำเดือนอย่างไร




อาหารส่งผลอะไรกับประจำเดือน

ประจำเดือนส่งผลต่อร่างกายอย่างไร

เสียเลือด อ่อนเพลีย ขาดธาตุเหล็ก เวียนศีรษะง่าย

มดลูก มีการบีบตัว อาจทำให้ปวดท้อง (ปวดประจำเดือน)

ช่วงก่อนประจำเดือนมา ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

อาการทางใจ/อารมณ์ อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย

อาการทางกาย เช่น มีท้องอืด ท้องเสีย คลื่นไส้

อาหารส่งผลต่อประจำเดือนอย่างไร



อาหารไม่มีผลโดยตรงกับมดลูกเพราะอาหารที่ทานนั้นผ่านลงสู่กระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งไม่ได้เชื่อมต่อกับมดลูก แต่อาหาร บางอย่างอาจมีผลต่ออาการต่าง ๆ ที่เกิดช่วงก่อนและขณะมีประจำเดือนได้ ดังนั้นจึงควรเลือกอาหารที่เหมาะสมเพื่อลดอาการเหล่านั้น

อาหารที่แนะนำช่วงมีประจำเดือน

ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ

ปริมาณน้ำที่แนะนำอย่างน้อย 2.7 ลิตร ต่อวัน

ช่วยทดแทนการเสียเลือด ช่วยให้ลดอาการปวด/มึนศีรษะ

ช่วยลดอาการท้องอืด

อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง (ได้แก่ ปลา ไก่ ผักใบเขียว เช่น ผักโขม คะน้า) ช่วยทดแทนการเสียธาตุเหล็กจากการเสียเลือด

อาหารโปรตีนสูงและอาหารกากใยสูง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้พลังงานคงที่ ไม่หิวง่าย

โอเมกา3 (Omega-3 / Fish oil) ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ช่วยลดอารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้าหรือเหวี่ยง

สมุนไพรบางชนิด ได้แก่ ขิง อบเชย ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ได้ อย่างไรก็ตามไม่ควรรับประทานมากเกินไป

อาหารที่มีวิตามินและเกลือแร่

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงช่วงมีประจำเดือน

อาหารเค็ม / เกลือ

การกินเกลือหรืออาหารเค็มมากเกินไปทำให้น้ำในร่างกายคั่ง ตัวบวม และท้องอืดได้

ของหวาน / อาหารน้ำตาลสูง

หากทานมากเกินไปจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่งและทำให้อารมณ์แปรปรวน

คาเฟอีน / ชา / กาแฟ

คาเฟอีนทำให้น้ำในร่างกายคั่ง ตัวบวม และอาจทำให้ปวดศีรษะมากขึ้น แต่การขาดคาเฟอีนอาจทำให้ปวดศีรษะได้เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องงดคาเฟอีน เพียงแต่ไม่ควรดื่มมากเกินไป



แอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายขาดน้ำและอาจทำให้ปวดศีรษะและท้องอืดตามมาได้

อาหารรสจัด / เผ็ด

อาหารรสเผ็ด ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ไม่ได้มีผลต่อมดลูกโดยตรง แต่อาจทำให้ร้อนท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ ซึ่งส่งผลต่ออาการช่วงมีประจำเดือนได้

เนื้อสัตว์ / เนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู

มีธาตุเหล็ก ช่วยทดแทนเลือดที่เสียไป แต่มีสารโพรสตาแกลนดิน (prostaglandins) มากเช่นกันซึ่งอาจทำให้มดลูกบีบตัวและปวดประจำเดือนได้

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องอาหารกับประจำเดือน

ไม่ควรทานน้ำเย็นหรือน้ำแข็งช่วงมีประจำเดือน

ความเชื่อ: ไม่ควรทานน้ำเย็นหรือน้ำแข็งช่วงมีประจำเดือน บางคนเชื่อว่าเพราะทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้นและจะขับเลือดออกมาได้ไม่หมด

ความจริง: น้ำเย็นหรือน้ำแข็งไม่ส่งผลใด ๆ ต่อประจำเดือน เพราะประจำเดือนคือเลือดที่ออกมาจากมดลูก อาการปวดประจำเดือนคืออาการปวดท้องอันเนื่องมาจากการบีบตัวของมดลูก เมื่อดื่มน้ำเย็น ร่างกายจะมีระบบปรับอุณหภูมิของอาหารที่ทานเข้าไป และน้ำที่เข้าสู่ร่างกายนั้นจะผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้ ไม่เกี่ยวกับมดลูกแต่อย่างใด ซึ่งสองระบบนี้แยกจากกันชัดเจน ดังนั้นน้ำเย็นหรือน้ำแข็งจึงไม่ทำให้ปวดท้องประจำเดือนและไม่ทำให้ประจำเดือนเป็นลิ่ม อย่างไรก็ตามลักษณะร่างกายของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน



ไม่ควรดื่มน้ำมะพร้าวช่วงมีประจำเดือน

ความเชื่อ: คนไทยมีความเชื่อว่าห้ามดื่มน้ำมะพร้าวระหว่างที่มีประจำเดือน บ้างก็ว่าจะทำให้เลือดมีกลิ่นคาวขึ้น บ้างก็ว่าทำให้ประจำเดือนผิดปกติ หรือทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้น

ความจริง: ไม่มีข้อห้ามในการดื่มน้ำมะพร้าวแต่ไม่แนะนำดื่มมากเกินไป น้ำมะพร้าวมีไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ซึ่งเป็นสารประกอบจากธรรมชาติที่มีสูตรโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง

น้ำมะพร้าวทำให้ประจำเดือนผิดปกติและทำให้ปวดประจำเดือน

ความเชื่อ: การดื่มน้ำมะพร้าวจะทำให้ประจำเดือนผิดปกติและทำให้ปวดประจำเดือน

ความจริง: กลไกการปวดประจำเดือนเกิดจากการบีบตัวของมดลูกซึ่งเกี่ยวกับสารโพรสตาแกลนดิน (prostaglandins) ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลักของอาการ แต่อาจส่งผลต่อการบีบตัวของมดลูกและรบกวนปริมาณประจำเดือน อย่างไรก็ตามหากไม่ดื่มมากจนเกินไป น้ำมะพร้าวนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะอุดมไปด้วยเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย

สรุป เรื่องอาหารกับประจำเดือน ในช่วงมีประจำเดือนแนะนำให้เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ สมดุล ครบห้าหมู่ และดื่มน้ำให้เพียงพอ

อ้างอิงจาก medparkhospital

อ่านบทความเพิ่มเติม




ไทยพลัสนิวส์ “เบื่ออาหาร”

 ไทยพลัสนิวส์ “เบื่ออาหาร” อาจเป็นสัญญาณอันตรายโรคร้ายที่คาดไม่ถึง

ไทยพลัสนิวส์ ภาวะ เบื่ออาหาร (Loss of Appetite) เป็นอาการที่ไม่รู้สึกอยากอาหาร ความต้องการกินอาหารลดลง ในบางครั้งอาจจะรู้สึกหิวแต่กลับไม่รู้สึกอยากกินอะไร อาการนี้เกิดได้ทั้งจากปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยเฉพาะภาวะการเบื่ออาหารอย่างรุนแรงโดยที่ไม่ได้เกิดจากการเบื่ออาหารที่รู้สึกว่ากินซ้ำ กินบ่อย หรือจำเจจนไม่อยากกิน




อย่างไรก็ตาม อาการเบื่ออาหารเป็นอาการที่ไม่ควรมองข้ามหรือไม่ใส่ใจ เพราะนี่อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่อาการผิดปกติทั่วไป ถ้าจู่ ๆ คุณเกิดเบื่ออาหารทั้งที่ปกติเป็นคนชอบกิน


ลักษณะอาการของการเบื่ออาหาร

อาการเบื่ออาหารนี้จะทำให้ผู้ที่ประสบปัญหามีความรู้สึกไม่เจริญอาหาร ไม่อยากกินอาหาร อยากอาหารน้อยลง รวมถึงปฏิเสธอาหารที่เคยชอบ หรือปฏิเสธการกินอาหารในปริมาณปกติ ในบางครั้ง ผู้ที่ประสบปัญหานี้สามารถอยู่ได้ทั้งวันโดยที่ไม่กินอะไรเลยแม้ว่าจะรู้สึกหิวก็ตาม สิ่งที่ตามมาก็คือ น้ำหนักตัวลดลง

ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่รู้สึกเบื่ออาหารแบบที่ผิดปกติก็มักจะเกิดอาการอื่นร่วมด้วย เช่น รู้สึกคลื่นไส้ตลอดเวลา ท้องผูก ท้องอืด อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เบื่อหน่ายกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว หรือไม่มีแรงจูงใจในการดำเนินชีวิต รู้สึกมีความทุกข์กับชีวิต หรืออาจรุนแรงจนถึงขั้นมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย

โดยทั่วไป หากสาเหตุเกิดจากความเครียด อาการก็มักจะหายได้เองใน 2-3 วัน เต็มที่คือ 1 สัปดาห์ หรือภาวะเครียดดีขึ้น แต่ถ้าหากเริ่มมีอาการรุนแรงลักษณะนี้ต้องรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพกายที่เป็นอาการป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บ อาทิ

ไม่สามารถพยายามกินอาหารได้เลยในช่วงเวลามากกว่า 3 วัน และรู้สึกคลื่นไส้ตลอดเวลา

ไม่สามารถดื่มน้ำหรือแม้แต่พยายามกินของเหลวได้

อาเจียนมากกว่า 1 วัน

น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

รู้สึกเจ็บขณะพยายามกินอาหาร

ไม่รู้สึกอยากขับถ่าย ปัสสาวะน้อย มีกลิ่นแรง และมีสีเข้ม รวมถึงมีอาการท้องผูก

นอกจากนี้ ยังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้หากไม่ได้รับการรักษาให้หาย ก็จะทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น มีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นไข้ และขาดสารอาหาร


ไม่รู้จะกินอะไร “เบื่ออาหาร”

ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร

ผู้ที่เกิดอาการเบื่ออาหารจะกลับมากินอาหารได้ตามปกติเมื่อมีการเปลี่ยนอาหารที่กิน หรือเปลี่ยนบรรยากาศในการกินอาหาร แต่หากเริ่มแน่ใจว่าอาการเบื่อที่ว่าไม่ได้เกิดขึ้นจากการกินอาหารเดิม ๆ จนรู้สึกเบื่อ นั่นแปลว่ามีสาเหตุมาจากสุขภาพ โดยอาการเบื่ออาหารเกิดขึ้นได้จากปัจจัยหลัก ๆ 3 อย่าง

ปัญหาสุขภาพกาย เป็นอาการป่วยที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ซึ่งมักจะเกิดมาจากการติดเชื้อได้ทั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย จึงมักจะมีอาการป่วยแบบชั่วคราวร่วมด้วย เช่น ป่วยเป็นไข้หวัด อย่างไรก็ตามผู้ป่วยจะกลับมากินอาหารได้ตามปกติหากอาการป่วยนี้หายเป็นปกติแล้ว

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือหากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง นั่นอาจมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัว ซึ่งหากไม่เคยรู้ตัวมาก่อนหรือมีอาการอื่นร่วมด้วยจนสงสัยว่าอาจเป็นโรคร้ายแรงก็ต้องรีบไปพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยทั้งจากการวินิจฉัยทางคลินิกและการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการต่อไป

ส่วนใหญ่แล้ว โรคที่เป็นปัจจัยให้เกิดอาการเบื่ออาหาร เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งตับอ่อน ตับวาย ไตวาย ตับอักเสบ ติดเชื้อเอชไอวี ไข้เลือดออก เป็นต้น

ปัญหาสุขภาพจิต มักมาจากความเครียด ความวิตกกังวล และความรู้สึกเป็นทุกข์ มีอารมณ์เศร้า เสียใจ เบื่อหน่าย ทำให้เกิดความรู้สึกไม่อยากอาหารได้ อย่างไรก็ตามมักจะปรากฏร่วมกับอาการที่บ่งบอกชัดเจนว่ามาจากความผิดปกติทางสุขภาพจิต เช่น อ่อนเพลีย ขาดแรงจูงใจในการดำเนินชีวิต และอาจมีภาวะคิดฆ่าตัวตาย


ผลข้างเคียงจากการใช้ยา การใช้ยารักษาโรคบางชนิดมีผลข้างเคียงให้เกิดอาการเบื่ออาหารได้ อย่างยาปฏิชีวนะ การให้เคมีบำบัด รวมถึงการใช้สารเสพติดก็ส่งผลให้เกิดอาการเบื่ออาหารได้เช่นกัน



การรักษาอาการเบื่ออาหาร

การรักษาอาการเบื้องต้นจะแตกต่างกันตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร

จากปัญหาสุขภาพกาย หากเป็นโรคชั่วคราวอย่างไข้หวัด สามารถรักษาได้ด้วยการกินยาและดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รวมถึงพยายามกินอาหารบ้าง อาจแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ แต่กินบ่อย ๆ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ให้พลังงานมาก เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกินปริมาณมากแต่ได้รับพลังงานเพียงพอ และดื่มน้ำให้มาก อย่างไรก็ตามหากเป็นโรคประจำตัว การรักษาอาการเบื่ออาหารจะเป็นไปได้ยาก แต่สามารถดูแลไม่ให้อาการแย่ลง และประคับประคองไปตามอาการ

จากปัญหาสุขภาพจิต หากเป็นอาการเครียดชั่วคราว อาการจะดีขึ้นเองเมื่อภาวะความเครียดลดลง แต่ถ้าหากสัมพันธ์กับอาการป่วยทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากจิตแพทย์เพื่อให้ยาในการรักษาโรค หรือปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อบำบัดอาการ

จากผลข้างเคียงจากการใช้ยา หากเป็นผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาโรค ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนหรือปรับปริมาณยา แต่ถ้าเป็นผลข้างเคียงจากการใช้สารเสพติด ก็ต้องได้รับการบำบัดที่ถูกวิธี เพื่อรักษาอาการติดสารเสพติดด้วย

อ้างอิง : “เบื่ออาหาร” อาจเป็นสัญญาณอันตรายโรคร้ายที่คาดไม่ถึง (sanook.com)

อ่านบทความเพิ่มเติม




ไทยพลัสนิวส์ ผัก 6ชนิด่ ช่วยเพิ่มสารอาหารให้ร่างกายได้สูง

 ไทยพลัสนิวส์ ผัก 6ชนิด่ ช่วยเพิ่มสารอาหารให้ร่างกายได้สูง

ไทยพลัสนิวส์ ผัก 6ชนิด่ ช่วยเพิ่มสารอาหารให้ร่างกายได้สูง แน่นอนว่าสาว ๆ ย่อมรู้ประโยชน์ของการกินไข่เป็นอย่างดี ว่ามันสามารถให้สารอาหารแก่ร่างกายได้มากมาย แต่ทราบ หรือ ไม่ว่ายังมีวิธีการกินไข่ ให้ร่างกายได้รับสารอาหาร ที่สูงมากได้อีกด้วย นั่นก็คือ การกินไข่คู่กับผักบางชนิด วันนี้เราจะชวนให้สาว ๆ มารู้ถึงผัก 6 ชนิดที่แนะนำให้กินคู่กับไข่กันค่ะ มาดูกันว่าผักที่แนะนำให้กินคู่กับไข่มีอะไรกันบ้าง




ผัก 6 ชนิด ที่แนะนำให้กินกับไข่ ช่วยเพิ่มสารอาหารให้ร่างกายได้สูง

1.ปวยเล้ง 

ปวยเล้ง คือผักที่อุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค โพแทสเซียม และ ธาตุเหล็ก ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ล้วนให้ประโยชน์แก่ร่างกายสูงมาก ยิ่งถ้าจับคู่กินกับไข่ ยิ่งเป็นการเพิ่มสารอาหาร ที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายได้สูงมากเลยทีเดียว 

2.เห็ด 

เห็ด คือผักที่มีปริมาณแคลอรีต่ำ และ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย ในส่วนของการกินไข่คู่กับเห็ด แนะนำให้สาว ๆ หั่นเห็ดเติมลงไปในไข่ ทำเป็นไข่เจียว หรือ ไข่ตุ๋น ตามใจชอบได้เลย สำหรับเมนูนี้จะช่วยให้สาว ๆ ได้รับสารอาหารสูงมาก แถมยังให้รสชาติอาหาร ที่อร่อยอีกด้วย 

3.มะเขือเทศ 

มะเขือเทศ อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสาวๆ ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยลดสัญญาณแห่งวัย และ ช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากอนุมูลอิสระได้ดี ดังนั้น การกินไข่คู่กับมะเขือเทศ นอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารสูงแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการป้องกันโรคได้ดีอีกด้วย 

4.หน่อไม้ฝรั่ง 

หน่อไม้ฝรั่ง อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ วิตามินอี และ ไฟเบอร์ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ ล้วนให้ประโยชน์แก่ร่างกายได้สูงมาก ในส่วนของเมนู ไข่ที่กินคู่กับหน่อไม้ฝรั่ง แนะนำให้สาว ๆ ทำเป็นเมนูไข่คนราดบนหน่อไม้ฝรั่ง เป็นเมนูที่กินได้ง่าย รสชาติอร่อยมาก หรือ จะทำเป็นไข่อบกระทะใส่หน่อไม้ฝรั่งก็ได้เช่นกัน 



5.ผักเคล 

ผักเคล อุดมด้วยทองแดง แคลเซียม โพแทสเซียม แมงกานีส และ วิตามินหลากหลายชนิด โดยสารอาหารเหล่านี้ ล้วนเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายด้วยกันทั้งสิ้น ในส่วนของเมนูไข่ที่กินคู่กับผักเคล สามารถทำเป็นเมนูไข่คน ใส่ผักเคล พร้อมเติมมอสซาเรลล่าชีส ก็ให้รสชาติที่อร่อยมาก เลยทีเดียว 

6.ซูกินี 

ซูกินี อุดมด้วย สารต้านอนุมูลอิสระ แร่ธาตุ และวิตามินหลากหลายชนิด ถือเป็นหนึ่งในผัก ที่แนะนำให้กินคู่กับไข่ เพราะ นอกจากจะให้รสชาติอร่อย ทำง่าย กินง่ายแล้ว ยังให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายสูงมากอีกด้วย สำหรับเมนูไข่กินคู่กับซูกินี แนะนำให้ทำเป็นไข่คนใส่ซูกินี หรือ ไข่อบซูกินี ก็ได้เช่นกัน 

และนี่ก็คือ ผัก 6 ชนิด ที่แนะนำให้กินกับไข่ ช่วยเพิ่มสารอาหารให้ร่างกายได้สูง 

สาว ๆ คนไหน ที่ชื่นชอบการกินไข่เป็นอย่างมาก แนะนำให้ลองจับคู่กิน กับผักชนิดต่าง ๆ เหล่านี้กันดูค่ะ นอกจากจะให้รสชาติ ที่อร่อยมากมายแล้ว ยังเป็นการเพิ่มสารอาหาร ที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายสูงอีกด้วย 

อ้างอิง sanook 

อ่านบทความเพิ่มเติม






ไทยพลัสนิวส์ Street Food ฟิลิปปินส์

ไทยพลัสนิวส์ พาไปชม Street Food ฟิลิปปินส์ อาหารถิ่น บินไปแล้วต้องกินให้ได้

ไทยพลัสนิวส์ พาไปชม Street Food ฟิลิปปินส์ อาหารถิ่น บินไปแล้วต้องกินให้ได้ แม้จะเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่นับร้อยนับพัน แต่ฟิลิปปินส์ เอง ก็ไม่ได้มีแค่อาหารทะเลอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจนะ ในทางกลับกัน ด้วยความที่แต่ละเกาะตั้งอยู่ห่างไกลกันนี่เอง เลยทำให้ที่นี่มีความหลากหลายด้านวัฒนธรรมอาหารมาก





Street Food ฟิลิปปินส์

รวมถึงการติดต่อค้าขายกับชาวจีน หรือการถูกปกครองโดยชาติสเปนเอง ก็ทำให้อาหารฟิลิปปินส์เกิดการผสมผสานของอาหารที่มีรสเปรี้ยว รสหวาน รสเค็ม จนเกิดเป็นความเฉพาะตัว ส่วนจะมีเมนูอะไรบ้างที่เขาว่าดี เขาว่าเด็ด เราขอพาไปดูตอนนี้เลย ! กับ 9 อาหาร Street Food ฟิลิปปินส์ ของท้องถิ่นที่ต้องลองกินเมื่อได้ไปเยือน



ยกตัวอย่างดังนี้

Adobo (อโดโบ) อาหารประจำชาติฟิลิปปินส์ นี่คือหนึ่งในเมนูเด็ดที่ยังไงก็ต้องถูกลิสต์มาเป็นอันดับ 1 เสมอ เมื่อพูดถึงอาหารฟิลิปปินส์ เพราะนอกจากจะทำกินกันได้เองทั่วไปในบ้านแล้ว ยังเป็นเมนูที่หาได้ทั่วไปในร้านอาหารไม่ต่างจากผัดกะเพราบ้านเราเลย วัตถุดิบหลักๆ ของอโดโบนั้นก็คือเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นหมู ไก่ หรืออาหารทะเล หมักด้วยน้ำส้มสายชู กระเทียม ใบกระวาน ซีอิ๊วขาว แล้วทอดจนเป็นสีน้ำตาล ปรุงรสด้วยพริกไทยดำป่น รสชาติเข้มข้น คนที่นี่เขากินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ น่าจะถูกจริตคนไทยอย่างเราไม่น้อยเช่นกันครับ สมัยก่อนอโดโบเป็นอาหารที่นักเดินทางนิยมนำติดตัวเป็นเสบียง เพราะสามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน ปรุงได้ง่าย ขั้นตอนไม่ซับซ้อน

Lechón (เลชอน) หมูหันเพื่อการเฉลิมฉลองของชาวฟิลิปปินส์

หมูหันทั้งตัวสไตล์ฟิลิปปินส์แสนอร่อย ที่จะย่างทุกส่วนจนได้เนื้อที่นุ่มฉ่ำน้ำ และหนังกรอบเกรียมรสเค็มๆ มันๆ จัดเป็นอาหารที่มีไขมัน และคอเลสเตอรอลสูง เหมาะมากสำหรับชาวคีโตทั้งหลาย อีกทั้งยังมีสูตรการย่างที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคด้วย โดยสูตรที่นิยมรับประทานกันมากที่สุดจะมี 2 สูตร คือ Manila lechon (มะนิลา เลชอน) และ Cebu lechon (เซบู เลชอน) ที่อย่างหลังจะมีการใช้สมุนไพรมาหมักย่างด้วย

Lechón Paksiw (เลชอน ปักซิว)

ทำหมูหันเลชอนทั้งที ยังไงก็ต้องมีส่วนเหลือที่เรากินตามปกติไม่ได้ ทั้งหัวหมู กีบหมู หรือเนื้อส่วนที่เหลือก็ได้ นำมาปรุงใหม่ได้เป็นอีกเมนู แทนที่จะเอาส่วนเหลือมากินแบบแห้งๆ เขาก็จะเอามาหั่นเป็นชิ้นๆ ต้มกับน้ำสต็อค เติมเครื่องเทศ กระเทียม น้ำส้มสายชู ก็จะได้ออกมาคล้ายๆ สตูว์หมูย่างนั่นเอง

Sisig (ซีซิก)

เมนูจากเลชอนยังไม่จบนะ ถ้ามีหมูย่างส่วนที่เหลือยังเอามาทำซีซิกได้อีก เป็นการนำหมูหลากหลายส่วนมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ต้มเครื่องเทศจนเปื่อย แล้วเสิรฟ์บนกระทะร้อน ตอกไข่ใส่ แล้วบีบมะนาว โรยพริกขี้หนูฟิลิปปินส์ รสชาติจัดจ้านถึงใจเลยทีเดียวเชียว

Sinigang (ซินิกัง) ต้มส้มฟิลิปปินส์

อาหารพื้นเมืองแท้ๆ ของชาวฟิลิปปินส์ ที่ได้รสเปรี้ยวจากใบมะขามอ่อน ปรุงกับเนื้อสัตว์ได้หลายชนิด ทั้งหมู ไก่ ปลา กุ้ง ใส่ผักบุ้ง ผักกาด ผักกวางตุ้ง ฯลฯ รสชาติแบบที่คนไทยน่าจะคุ้นเคย

Pancit Palabok (พันซิท พาลาบอค)

พันซิท พาลาบอค เป็นก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่ที่อุดมไปด้วยรสชาติ และกลิ่นอายจากท้องทะเล ราดหน้าด้วยซอสกุ้ง ปลารมควัน หัวหอม มะนาวฟิลิปปินส์ ตบท้ายด้วยกากหมู และไข่ลวก เป็นอีกหนึ่งเมนูทำง่ายที่ได้รับอิทธิพลมาจากครัวจีน และนิยมรับประทานกันในวันเกิด เป็นสัญลักษณ์ถึงอายุ และสุขภาพที่ยืนยาว

Caldereta (คาลเดเรตา)

อีกหนึ่งอาหารประจำชาติฟิลิปปินส์ที่ถ้าไม่ได้ลองล่ะก็ เรียกว่าไปไม่ถึงกันเลย สำหรับคาลเดเรตา สตูว์เนื้อหรือไก่ในซอสมะเขือเทศ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศสเปน กินคู่กับขนมปัง ทำได้ง่าย และหากินได้ทั่วไปครับ



Bulalo (บูลาโล)

ซุปเนื้อวัวที่ทำอย่างพิถีพิถัน ค่อยๆ เคี่ยว ค่อยๆ ตุ๋นเนื้อวัวพร้อมกับกระดูกอย่างช้าๆ จนได้น้ำซุปที่หอม เพิ่มความหวานด้วยข้าวโพดต้ม ถั่วฝักยาว และผักต่างๆ ปรุงรสด้วยน้ำปลา หัวหอม พริกไทย เมนูนี้หาทานได้ในแถบภาคใต้ของประเทศ

Halo halo (ฮาโล ฮาโล)

ตบท้ายกันด้วยของหวานล้างปาก สไตล์ฟิลิปปินส์กันดีกว่า ฮาโล ฮาโล (ฮาโล แปลว่า ผสม) ว่ากันง่ายๆ มันก็คือขนมหวานกับน้ำแข็งใส คล้ายบ้านเรานั่นเอง เครื่องเคียงก็ไม่ตายตัว อยากกินอะไรก็ใส่ มีทั้งถั่วแดง ลูกตาล ขนุน วุ้นมะพร้าว ผลไม้ต่างๆ ไอศกรีม ฯลฯ เป็นของหวานที่เหมาะกับประเทศแถบร้อนเป็นที่สุด

อ้างอิงจาก

food.trueid

Street Food ฟิลิปปินส์

อ่านบทความเพิ่มเติม




ไทยพลัสนิวส์ วุ้นเส้นเป็นโปรตีน หรือแป้งกันแน่

ไทยพลัสนิวส์ วุ้นเส้นเป็นโปรตีน หรือแป้งกันแน่

ไทยพลัสนิวส์ วุ้นเส้นเป็นโปรตีน หรือแป้งกันแน่ ทราบกันดีอยู่แล้วใช่ไหมคะว่า “วุ้นเส้น” (cellophane noodle) ทำมาจาก “ถั่วเขียว” เมื่อถั่วเป็นพืช ที่โดดเด่นในเรื่องของสารอาหารประเภท “โปรตีน” หลายคนจึงคิดว่าวุ้นเส้นมีคุณค่าทางสารอาหาร เหมือนถั่วเขียว นั่นคือ เป็นโปรตีนนั่นเอง แต่อันที่จริงแล้ว วุ้นเส้นเป็นโปรตีนจริง หรือ ทำไมอีกหลายคน ก็ยืนยันว่าวุ้นเส้นคือแป้ง



วุ้นเส้นเป็นโปรตีน หรือแป้งกันแน่ 

คุณหมอสันต์เล่าว่า สมัยประมาณปี พ.ศ. 2528 คุณหมอได้ทัวร์ โรงงานวุ้นเส้นสระบุรี จึงได้ทราบกระบวนการผลิตวุ้นเส้นโดยละเอียด “เขาจะเอาถั่วเขียวมาโม่จนเป็นผง แล้วทิ้งให้มันตกตะกอนในสารละลาย กระบวนการตกตะกอนนี้ จะแยกแป้งออกจากโปรตีน ส่วนที่เป็นแป้ง เขาเอามาทำวุ้นเส้น ส่วนนี้เป็นแป้งเสีย 86% แทบไม่มีโปรตีนเลย เขาจึงนิยม เอาให้คนไข้โรคไตเรื้อรัง ที่กลัวโปรตีนกิน เพราะหากเทียบกับเส้นด้วยกัน วุ้นเส้นเป็นอะไรที่มีโปรตีนน้อยที่สุด ในกระบวนการผลิต ส่วนที่ตกตะกอนเป็นโปรตีนนั้น เขาเอาไปทำอาหารสัตว์ ดังนั้นขอให้เข้าใจชีวิตเสียใหม่ ว่า วุ้นเส้นคือแป้ง ไม่ใช่โปรตีน” 


ทำไมจึงนิยมกินวุ้นเส้นเพื่อการลดน้ำหนัก 

คุณหมอสันต์ตอบว่า คิดว่ามาจาก การคำนวณแคลอรี่ ในอาหาร เพราะ ในเอกสารการวิเคราะห์แคลอรี่ ในอาหารของกองโภชนาการ กรมอนามัย ได้ระบุว่า หากคิดต่อน้ำหนัก 100 กรัมแล้ว วุ้นเส้นให้แคลอรี่แค่ 80 แคลอรี่ ขณะที่ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กให้ 220 แคลอรี่ เส้นใหญ่ให้ 160 แคลอรี่ นักลดน้ำหนัก ในค่ายนับแคลอรี่จึงแนะนำวุ้นเส้นแทน แต่คำแนะนำแบบรูดมหาราชของผม คือ หากจะลดน้ำหนัก ให้ลดคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ซึ่งหมายความรวมถึงการเลิกทาน ‘เส้น’ ทุกชนิดและวุ้นเส้นด้วย 

และนี่ก็ผลสรุปว่า วุ้นเส้นเป็นโปรตีน หรือแป้งกันแน่   

ดังนั้น ถึงแม้ว่าวุ้นเส้น จะเป็นคาร์โบไฮเดรต หรือ แป้งที่ให้พลังงานต่ำกว่าเส้นประเภทอื่น ๆ แต่ก็ยังต้องควบคุมปริมาณในการบริโภคให้ดี เพราะอย่างไร เสียวุ้นเส้นก็ยังคงเป็น “แป้ง” และ ควรเน้นรับประทานอาหารให้หลากหลาย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และ พักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ก็น่าจะช่วย ให้คุณลดน้ำหนักสำเร็จ และ ได้เป็นเจ้าของร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ได้อย่างแน่นอน 

อ้างอิง sanook 

อ่านบทความเพิ่มเติม




ไทยพลัสนิวส์ 10 อาหารที่กินแล้วทำให้ แก่วัย

 ไทยพลัสนิวส์ 10 อาหารที่กินแล้วทำให้ แก่วัย ไทยพลัสนิวส์ 10 อาหารที่กินแล้วทำให้ แก่วัย เรื่องของอาหารการกิน ยังไงก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ต่อร...