วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2566

ประวัติความเป็นมาของ วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

วันนี้ สลากไทพลัส จะพาเที่ยวไหว้วัดหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร  ตั้งอยู่ที่ ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี 




 วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ที่ถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรีชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดป่า ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโตปางป่าเลไลยก์เดิมหลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปปางประทานปฐมเทศนา เช่นเดียวกับพระพุทธรูปศิลาขาว หรือหลวงพ่อประทานพร วัดพระปฐมเจดีย์ ต่อมาได้มีการบูรณะและทำเป็นปางป่าเลไลยก์ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


วัดป่าเลไลยก์วรวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ระดับวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่หน้าบันของวิหารวัดป่าเลไลยก์มีเครื่องหมายพระมหามกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จธุดงค์มาพบสมัยยังผนวชอยู่ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วจึงทรงมาปฏิสังขรณ์

นอกจากนั้นบริเวณด้านหลังอุโบสถที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต ยังมี ศาลาเล็ก ๆ ที่ประดิษฐานหลวงพ่อดำ ที่มีความศักสิทธิ์และเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย




ประวัติ

วัดป่าเลไลยก์วรวิหารสร้างในสมัยที่เมืองสุพรรณบุรีรุ่งเรือง ในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้ากาแตทรงให้มอญน้อยมาบูรณะวัดป่าเลไลยก์ภายหลัง พ.ศ. 1724

ประชาชนมานมัสการ “หลวงพ่อโต” ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารสูงเด่นเห็นแต่ไกล เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทองสุพรรณภูมิ องค์พระสูง 23.46 เมตร รอบองค์ 11.20 เมตร ภายในองค์พระพุทธรูปนี้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลาย จำนวน 36 องค์ ที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลาย

วัดป่าเลไลยก์ มีความเกี่ยวข้องกับวรรณคดีอันลือชื่อของไทย  คือ เสภาขุนช้างขุนแผน นิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่  ปัจจุบัน วัดป่าเลไลยก์ มีสถานะเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร




งานเทศกาลสมโภชและนมัสการ

งานเทศกาลสมโภชและนมัสการหลวงพ่อวัดป่าเลไลยก์ ปีละ 2 ครั้ง คือ ในวันขึ้น 5-9 ค่ำ เดือน 5 และเดือน 12

การปรากฏชื่อวัดในวรรณคดีไทย

วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ได้ปรากฏชื่อในวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพลายแก้วบวชเณร ซึ่งสมัยนั้นยังคงเป็นวัดป่าเลไลยก์อยู่ ปัจจุบันนี้วัดป่าเลไลยก์วรวิหารมีอนุสรณ์ถึงตัวละครเอก 3 ตัวในเรื่องขุนช้างขุนแผนด้วย คือ

อนุสาวรีย์ขุนแผน

อนุสาวรีย์นางพิมพิลาไลย

อนุสาวรีย์ขุนช้าง

บ้านขุนช้าง

สลากไทพลัส 80 บาททุกใบไม่มีบวกเพิ่ม ถูกรางวัลรับเต็ม

ติดต่อทาง LINE:@STPLUS

www.สลากไทพลัส.com


อ่านบทความเพิ่มเติมของ สลากไทพลัส








วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2566

ประวัติความเป็นมาของวัดป่าภัทรปิยาราม โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

สลากไทพลัส จะมาเสนอความเป็นมาของวัดป่าภัทรปิยารามตั้งอยู่ที่ตำบลโคกตูม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มีเนื้อที่โดยประมาณ ๒๗ - ๓๕ไร่ 




            ในอดีตสถานที่แห่งนี้แต่เดิมเป็นเพียงแหล่งที่พักของพระสงฆ์ซึ่งยังไม่มีชื่อเรียกเป็นที่ชัดเจน เนื่องจากเป็นสถานที่   ที่มีลักษณะค่อนข้างเงียบสงบและสันโดษ กล่าวคือ มีแมกไม้ขึ้นปกคลุมอย่างร่มรื่นล้อมรอบไปด้วยภูเขาและตั้งอยู่ทามกลางป่าไม้ใหญ่ มีช่องเขาอยู่ระหว่างกลางจึงทำให้มีลมพัดผ่านเย็นสบายตลอดทั้งปี อีกทั้งในวัดยังมีถ้ำต่างๆอยู่หลายแห่งหลายที่มีลักษณะสงบร่มเย็น จึงถือว่าเป็นสถานที่สัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมของพระธุดงค์กรรมฐาน จึงทำให้มีพระนักปฏิบัติสายกรรมฐานแวะเวียนมาพักเพื่อปฏิบัติธรรมอยู่อย่างต่อเนื่องและสลับสับเปลี่ยนกันเรื่อยมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า ๖๐ ปี อาทิเช่น  พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ หรือ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ,  พระราชวุฒาจารย์ หรือ หลวงปู่ดุลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์, หลวงปู่เรือง อาภสฺสโร. วัดเขาสามยอด จ.ลพบุรี เป็นต้น 

ในเวลาต่อมา พระอธิการนิพนธ์ ชวพันโธ ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอจัดตั้งแหล่งที่พักของพระสงฆ์แห่งนี้ให้กลายเป็นวัด โดยใช้ชื่อว่า “วัดป่าภัทรปิยาราม” โดยมีประกาศตั้งเป็นวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๐ และพระอธิการนิพนธ์ ชวพันโธ ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ณ วัดป่าภัทรปิยาราม แห่งนี้เป็นรูปแรก และภายใน ๔ ปี ต่อมาพระอธิการนิพนธ์ ชวพันโธ ได้มรณภาพลงในวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ จึงทำให้วัดป่าภัทรปิยารามว่างเว้นจากการมีเจ้าอาวาสปกครองวัดและพระสงฆ์ จึงทำให้มีเพียงพระลูกวัดที่อยู่จำพรรษา จำนวน ๑-๒ รูป เท่านั้น

การที่วัดได้ขาดเจ้าอาวาสซึ่งเป็นเป็นผู้นำในการสืบสานพระศาสนานั้นทำให้ภายในบริเวณวัดขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจังจึงส่งผลให้ศาสนสถานสิ่งปลูกสร้างต่างๆภายในวัดเสื่อมชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลาจนมีสภาพกลายเป็นวัดร้าง

ต่อมาความดังกล่าวได้ทราบถึงคณะสงฆ์เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ประชุมสงฆ์กัน และได้มี คำสั่งแต่งตั้งพระครูสังฆรักษ์ ณริชธันร์ อรุโณ (ศรีอิทธิมนต์) ซึ่งเดิมท่านจำพรรษา ณ วัดเวฬุวัน (เขาจีนแล) ให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ในวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน และถือว่าเป็นเจ้าอาวาสรูป     ที่ ๒ ของวัดป่าภัทรปิยาราม

โดยลักษณะภูมิประเทศของสถานที่ตั้งวัดป่าภัทรปิยาราม เป็นสถานที่ร่มรื่นและเงียบสงบเหมาะแก่การเจริญจิตภาวนา พระครูสังฆรักษ์ ณริชธันร์ อรุโณ จึงได้มีดำริที่จะพัฒนาอาณาบริเวณ ณ วัดแห่งนี้ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม วิปัสสนากรรมฐาน ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ธรรมะกับธรรมชาติย่อมสามารถอยู่คู่กันอย่างยั่งยืน” เพื่อให้เป็นศาสนประโยชน์ แก่ชาวบ้านและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงรวมถึงพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปให้ได้ใช้พื้นที่แห่งนี้ให้เป็นประโยชน์ในการธำรงรักษาไว้ซึ่งบวรพุทธศาสนา รวมถึงเพื่อเป็นการอนุรักษ์ระบบนิเวศความหลายทางธรรมชาติ ชีวภาพ ของสัตว์ป่าและพรรณไม้ต่างๆที่อยู่ภายในอาณาบริเวณวัดให้ยั่งยืนถาวรสืบไป


           

พระครูสังฆรักษ์ ณริชธันร์ อรุโณ ท่านเป็นพระนักพัฒนาและเป็นพระนักปฎิบัติได้อุทิศกำลังกาย กำลังใจ และเวลาทั้งหมดให้แก่บวรพระศาสนา ซึ่งท่านเป็นกำลังหลักขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อดำเนินการบรูณะ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและพลิกพื้นวัดป่าภัทรปิยาราม จากสภาพเสื่อมโทรมจากเดิมเป็นพื้นที่รกร้างให้กลับมาเป็นศาสนสถานอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ใกล้เคียงและพุทธศาสนิกชนจากแดนไกลได้สำเร็จเสร็จสิ้นกลายเป็นวัดพร้อมศาสนสถานที่มีสภาพสมบูรณ์ จึงทำให้พุทธศาสนิกชนที่มีเลื่อมใสได้หลั่งไหลเข้ากราบไหว้สักการะขอพร ด้วยความศรัทธา และปวารณาตนเป็นศิษย์ยกถือให้เป็นครูบาอาจารย์น้อมนำแสงพระธรรมสู่ธรรมะ (ครั้นก่อนท่านมาบวชนั้นเดิมท่านดำรงตำแหน่งเป็นถึงผู้บริหารองค์กร ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรม องค์กรมหาชนแห่งหนึ่ง) ท่านจึงได้นำความรู้ความสามารถจากการปฏิบัติงานแต่ครั้งก่อนมา ประยุกต์ใช้กับการพัฒนาวัดและศาสนสถานภายในวัด, อบรมสั่งสอนบรรยายธรรมแก่ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมและผู้ที่มาอาศัยอยู่ที่วัด)


พระครูสังฆรักษ์ ณริชธันร์ อรุโณ ท่านใช้ระยะเวลาเพียง 5 ปีเศษ (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ที่ท่านได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสฯ) ได้วิจิตรบรรจงสร้างศาสนสถานถาวรวัตถุให้เห็นเด่นเป็นตระหง่านตาแก่ผู้ได้มาเยือนและอยู่คู่กับ   วัดป่าภัทรปิยาราม อาทิเช่น อาคารสวดมนต์พรพิจิตรบรรเจิด,จิตรกรรมพุทธศิลป์ผนังถ้ำสุวรรณคูหามัฆวานวินิจฉัย,พระพุทธยมกปาฏิหาริย์เหนือยอดเขาวัดป่าภัทรปิยาราม, พระอุโบสถโลหะสัมฤทธิ์เจดีย์ทรงอัฐทิศ (ทรง 8 เหลี่ยม) ,พระพุทธมณีรัตนอัมรินทร์สถิตพระพุทธประธานในพระอุโบสถ ,พิพิธภัณฑ์อรุโณโลกุตตระศรีอิทธิมนต์, หลวงปู่เทพโลกอุดรนั่งบัลลังก์พญานาคคู่ และพญานาคราชศีลวิสุทธิ์โลกาธิบดี เป็นต้น

 อีกทั้งท่านยังเป็นพระที่เมตตาเปี่ยมล้น พระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ คือคำกล่าวและคำยืนยันบอกเล่าจากบรรดาลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้หรือไกลไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับสูง  (ข้าราชการทหาร (ทุกเหล่าทัพ), ข้าราชการตำรวจหรือข้าราชการพลเรือนกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ)  รัฐวิสาหกิจและธุรกิจภาคเอกชนต่างๆ รวมไปถึงบรรดากัลยามิตรผู้มีจิตศรัทธาที่ได้เข้าพบท่านกราบสักการะขอเพื่อพรและรวมถึงสนทนาธรรมกับท่าน    ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า คำสอนของท่านนั้นเป็นคำสอนที่บูรณาการจากหลากหลายศาสตร์ต่างๆมารวมกัน  ไม่ว่าจะเป็น จิตรกรรมประติมากรรม, สถาปัตยกรรม, วิศวกรรม, วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ วนศาสตร์  ภาษาศาสตร์ และที่ขาดไม่ได้ก็คือพุทธศาสตร์ เป็นต้น นำศาสตร์มาออกแบบประยุกต์ได้อย่างลงตัว คำสอนของท่านนั้นยังสามารถนำมาเป็นแนวทางดำเนินชีวิตด้วยการอธิบายขยายความแบบเข้าใจง่ายพร้อมยกตัวอย่างทำให้เกิดจินตภาพ เพื่อนำไปต่อยอดให้ประสบความสำเร็จทั้งหน้าที่การงาน ธุรกิจและในการดำเนินชีวิตได้เป็นผลสำเร็จอีกด้วย


อาจกล่าวได้ว่าวัดป่าภัทรปิยารามนั้นเป็นวัดที่มีสำคัญอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรีที่บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งใกล้และไกลเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาต้องการไปสักการะและร่วมทำบุญ โดยมีพระครูสังฆรักษ์ณริชธันร์   อรุโณ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันผู้น้อมนำคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ใช้หลัก“ธรรมะกับธรรมชาติย่อมสามารถอยู่คู่กันอย่างยั่งยืน”เป็นที่ดึงดูดทำให้ผู้มีจิตศรัทธาได้หลั่งไหลเข้ามาเพื่อปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรมะควบคู่กับสภาวะการอนุรักษ์ธรรมชาติสืบต่อไป


      

           

 เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศภายในบริเวณวัดป่าภัทรปิยาราม กอปรด้วยภูเขาสองลูกยกตัวชนกัน (ประกอบด้วย หินยุคเพอร์เมียน หมวดหินเขาขาด และ หินอัคนีแทรกซ้อนชนิดหินแกรนิต ยุคไทรแอสซิก หินลักษณะนี้มีห้วงอายุประมาณ ๒๔๕ – ๒๑๐ ล้านปี) บริเวณที่ราบเชิงเขาทั้งสองเป็นสถานที่ตั้งของศาสนสถาน    อันประกอบไปด้วย ศาลากุฏิสงฆ์ และพระอุโบสถโลหะสัมฤทธิ์เจดีย์  ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขานี่เองทำให้บริเวณพื้นที่ราบปกคลุมไปด้วยพรรณไม้ในป่าเบญจพรรณ เช่น แดง ผ่าเสี้ยน แคหางค่าง และ ขี้หนอน เป็นต้น ส่วนบริเวณที่อยู่ภูเขาฝั่งทางด้านทิศเหนือ ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยป่าไผ่เนื่องจากมีปริมาณหินโผล่ไม่มากนักและยังมีหน้าผาที่เด่นชัด นอกจากนั้นยังมีพรรณไม้ยืนต้นปกคลุมปะปนอยู่กับไม้ไผ่ เช่น สะท้อน โพธิ์ขี้นก คงคาเดือด และ งิ้วป่า เป็นต้น ส่วนภูเขาที่อยู่ฝั่งทางด้านทิศไต้มีลักษณะเป็นเขาหินปูนมีลักษณะที่ชัดเจนมีปริมาณหินโผล่ปรากฏอยู่เป็นจำนวนมาก ต้นไม้จึงมีลักษณะแคระแกรนและส่วนใหญ่เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นจำเพาะกับภูเขาหินปูน เช่น   ไทรใบมน มะยมผา ปอเก็ดแรด และ จันทน์ผา เป็นต้น นอกจากนั้นเขาบริเวณนี้ยังมีการสำรวจพบโพรงถ้ำขนาดใหญ่และได้ตั้งชื่อไว้ว่า “ถ้ำศรีอิทธิมนต์”  ซึ่งภายในถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์จำพวกค้างคาวจำนวนมากกว่า ๑,๐๐๐ ตัว นอกจากนั้นป่าภายในบริเวณวัดแห่งนี้ยังปรากฏ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หลายชนิด เช่น กระต่ายป่า ค้างคาวถ้ำ และ กระรอกหลากสี เป็นต้น สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งูจงอาง งูเหลือม งูเขียวพระอินทร์ และ ตุ๊กแกป่า เป็นต้น อีกทั้งยังมีสัตว์จำพวกนก เช่น กลุ่มนกปรอด นกจับแมลง เป็นต้น ซึ่งถือว่าภายในพื้นที่ วัดป่าภัทรปิยารามมีความหลากหลายของทรัพยากรทางธรรมชาติค่อนข้างสูง อาจสืบเนื่องมาจากพื้นที่โดยรอบบริเวณวัดเป็นพื้นที่ที่เกษตรกรทำเกษตรกรรมจึงทำให้สัตว์ป่าเหล่านี้อพยพมาอาศัยอยู่ภายในบริเวณวัดมากขึ้น ดังนั้นการที่รักษาพื้นที่รวมถึงฟื้นฟูป่าภายในวัดไว้เป็นอย่างดีนั้น นอกจากเพื่อความร่มรื่นสำหรับปฏิบัติธรรมแล้ว ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์ความหลากหลายของทรัพยากรทางธรรมชาติเหล่านี้ไว้ด้วย นอกจากนั้นยังทำให้ผู้ที่เข้ามาปฏิบัติได้สัมผัสกับธรรมชาติที่แท้จริงอันจะนำไปสู่ความอ่อนโยนของจิตใจแก่สาธุชนต่อไป


สลากไทพลัส 80 บาททุกใบไม่มีบวกเพิ่ม ถูกรางวัลรับเต็ม

ติดต่อทาง LINE:@STPLUS

www.สลากไทพลัส.com



อ่านบทความเพิ่มเติมของ สลากไทพลัส

ประวัติความเป็นมาของวัดคุ้งท่าเลา โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

ประวัติความเป็นมาของวัดเขาวงพระจันทร์ โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

ประวัติความเป็นมาของวัดถ้ำเขาปรางค์ โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

ประวัติความเป็นมาของวัดหัวสวน โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส


ประวัติความเป็นมาของวัดคุ้งท่าเลา โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

 สวัสดีวันนี้ สลากไทพลัส จะมาเสนอความเป็นมาของวัดคุ้งท่าเลา ตั้งอยู่ในตำบลบางพึ่ง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี




 วัดคุ้งท่าเลา เป็นวัดราษฏร์มหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลบางพึ่ง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี มีสิ่งที่น่าสนใจคือประตูทางเข้าวัดเป็นรูปหนุมานกำลังอ้าปากตั้งเด่นเป็นสง่า ประดับกระจกสีสวยสะดุดตา เป็นความคิดริเริ่มของเจ้าอาวาสที่นำตำนานเมืองลพบุรีที่เกี่ยวกับเรื่องรามเกียรติ์มาประยุกต์ในการสร้าง นับว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีูรูปร่างค่อนข้างแปลกแต่แฝงไปด้วยความงดงามในตัว นับว่าเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของอำเภอบ้านหมี่และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่หนึ่งที่น่าสนใจมาก




 มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ภายในพระอุโบสถเรื่องเทศน์มหาชาติ และพระมาลัย วัดมีพระพุทธรูปเก่าสมัยเชียงแสน ขนาดหน้าตักกว้าง 12 นิ้ว สำหรับการเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับวัดท้องคุ้ง อยู่ห่างมาอีกประมาณ 3.5 กิโลเมตร




วัดคุ้งท่าเลาจดทะเบียนปีก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2430 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรก เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2462 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2522 ได้ผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 สร้างวัดโดยนายเลา บริจาคที่ดินให้สร้างวัด และนายปา นายปั้น กองแก้ว ได้ดำเนินการก่อสร้างวัด มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ.2500 และมีโรงเรียนประถมศึกษาตั้งอยู่ในวัดนี้


สลากไทพลัส 80 บาททุกใบไม่มีบวกเพิ่ม ถูกรางวัลรับเต็ม

ติดต่อทาง LINE:@STPLUS

www.สลากไทพลัส.com


อ่านบทความเพิ่มเติมของ สลากไทพลัส 





ประวัติความเป็นมาของวัดเขาวงพระจันทร์ โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

 สลากไทพลัส จะมาเสนอความเป็นมาของวัดเขาวงพระจันทร์ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใน ตำบลห้วยโป่ง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี 




ประวัติ

วัดเขาวงพระจันทร์ตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองลพบุรีประมาณ 28 กม. ตามเส้นทางถนนพหลโยธิน ตรงหลักกม.ที่ 178 มีทางแยกเลี้ยวขวาอีก 5 กม. ตั้งอยู่ในเขตตำบลห้วยโป่งอำเภอโคกสำโรงบริเวณเชิงเขาจะเป็นที่ตั้งของวัดเขาวงพระจันทร์ จะมีทางบันไดไปสู่ยอดเขาประมาณ 3,799 ขั้นยอดเขานี้สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 650 เมตร ถ้าวัดจากเชิงเขาถึงยอดเขาโดยแนวบันไดจะยาว 1,680 เมตร ใช้เวลาเดินทางจากเชิงเขาถึงยอดเขาประมาณ 2-3 ชั่วโมง สองข้างทางจะเต็มไปด้วยป่าไม้ขึ้นสลับซับซ้อนเต็มไปหมด บางแห่งจะเป็นที่ลาด บางแห่งจะเป็นที่ชัน เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาวงพระจันทร์จะมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้ไกลสุดสายตา สถานที่นี้เป็นแหล่งสะสมวัตถุโบราณ ของหายากมากมาย และพระพิมพ์ต่างๆมากมาย เพราะ หลวงปู่ฟัก อดีตเจ้าอาวาสท่านเป็นนักสะสมพระเครื่องมาก่อนที่ท่านจะบวช ซึ่งมีการจัดเป็นพิพิธภัณฑ์




พระพุทธโชค

พระพุทธโชค หรือ พระเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยเชียงแสน มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดลพบุรี และใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ของประเทศไทย (รองจากพระพุทธมหานวมินทรศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ) พระพุทธโชคประดิษฐานอยู่บริเวณริมเชิงเขาวงพระจันทร์ โดยแรกเริ่มโครงการก่อสร้างจะใช้ชื่อว่า "พระเชียงแสน" องค์พระก่อด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดหน้าตักกว้าง 45 เมตร สูง 75 เมตร เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2553 ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างองค์พระ 8 ปี (โดยประมาณ)


ในปัจจุบันพระเชียงแสนได้ทำการก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2561 และมีการจัดพิธีถวายพระนามใหม่ว่า "พระพุทธโชค" เมื่อวันอังคารที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561 และมีพิธีสมโภชพระพุทธโชค เมื่อวันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561 โดยสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นองค์ประธาน พร้อมด้วยกรรมการมหาเถรสมาคมรูปอื่น ตลอดจนพระมหาเถระที่มีชื่อเสียงร่วมประกอบพิธีอีกเป็นจำนวนมาก


ในส่วนบริเวณพื้นที่รอบๆองค์พระพุทธโชค ด้านหน้าเป็นลานกว้างประกอบไปด้วย บันไดขึ้นสู่องค์พระ, ศาลาธรรมขนาดใหญ่ จำนวน 2 หลัง, จุดชมวิว, อนุสรณ์หนุมาน ฯลฯ ด้านหลังเป็นพื้นที่จอดรถ, บันไดขึ้นสู่ด้านหลังองค์พระ และยังมีพื้นที่ในบางจุดยังอยู่ในระหว่างก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ




ตำนานเขาวงพระจันทร์

ท้าวกกขนาก ยักษ์ตนสุดท้ายที่ไม่ยอมแพ้พระราม ตามตำนานเรื่องรามเกียรติ์ จึงถูกพระรามแผลงศร โดนยักษ์กระเด็นลอยละลิ่วข้ามมหาสมุทรอินเดียมาตกที่ยอดเขาลูกนี้ แล้วพระรามก็สาบให้ศรปักอกเอาไว้หากวันใดที่ศรเขยื้อนจะให้หนุมานลูกพระพาย(ลูกลม ถ้าตายเมื่อต้องลมพัดผ่าน จะกลับฟื้นคืนชีพ หนุมานจึงไม่รู้จักตาย) เอาฆ้อนมาตอกย้ำลูกศร ให้ปักอกไว้เช่นเดิม แต่ยักษ์โดนเข้าขนาดนี้ก็ยังไม่ตายนอนรอความตาย ฝ่ายนางนงประจันทร์ลูกสาวท้าวกกขนากก็เหาะตามมาเพื่อปรนนิบัติดูแลพ่อ เพราะพ่อยังไม่ตาย ท้าวกกขนากได้แต่นอนแอ้งแม้งอยู่ในถ้ำยอดเขานางพระจันทร์นี้และต่อมาเมื่อนางทราบว่าหากได้น้ำส้มสายชูมารดที่โคนศรแล้วศรจะเขยื้อนหลุดออกมาได้ แต่หากศรเขยื้อน ไก่แก้วก็จะขันเรียกหนุมานเอาฆ้อนมาตอกศร จึงเป็นเหตุผลให้เมืองลพบุรีไม่มีน้ำส้มสายชูขายมานาน จากตำนานนี้จึงเรียกเขาลูกนี้ว่า เขานงประจันต์หรือนางพระจันทร์ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2496 หลวงพ่อโอภาสี ได้ขึ้นมาบนเขานี้ และเห็นว่าบริเวณเขาทั้ง4 ด้าน เป็นรูปเขาโค้ง มองทางไหนก็เห็นเป็นวงโอบล้อมอยู่ จึงขนานนามว่า เขาวงพระจันทร์ นับตั้งแต่นั้นมา

สลากไทพลัส 80 บาททุกใบไม่มีบวกเพิ่ม ถูกรางวัลรับเต็ม

ติดต่อทาง LINE:@STPLUS

www.สลากไทพลัส.com



อ่านบทความเพิ่มเติมของ สลากไทพลัส




ประวัติความเป็นมาของวัดถ้ำเขาปรางค์ โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

สวัสดีวันนี้ สลากไทพลัส จะมาเสนอความเป็นมาของวัดถ้ำเขาปรางค์ เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ในตำบลนิคมลำนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี




แต่เดิมบริเวณนี้เรียกว่า เขาล้อมฟาง จนเมื่อประมาณ พ.ศ. 2516 หลวงพ่อสุวัฒน์ คัมภีร์ปัญโญ (เจ้าอาวาสของวัดเขาปรางค์ในปัจจุบัน) เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม ได้ธุดงค์มาถึงที่นี่และเห็นว่าที่นี่เหมาะสมกับการปฏิบัติธรรม สมควรแก่การสร้างวัดขึ้น จนตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2539




จุดเด่นของวัดคือพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา หรือ ปางแสดงธรรมจักร ขนาดกว้าง 32 เมตร สูง 56 เมตร อยู่ในพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ขวายกขึ้น จีบนิ้วเป็นรูปวงกลม พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นประคอง



 มีเครื่องประกอบเป็นวงล้อธรรมจักรและฉัตรด้านบนสุด สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2557 โดยมีบันไดพญานาคเจ็ดเศียรให้ขึ้นไปชมวิวบริเวณลานรอบฐานองค์พระ นอกจากนั้นวัดยังมี เจดีย์เก้ายอด หรือ นวโลกุตระเจดีย์ ที่เป็นพระเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและอัฐิธาตุของพระคณาจารย์สายกรรมฐานอยู่บนยอดเจดีย์

สลากไทพลัส 80 บาททุกใบไม่มีบวกเพิ่ม ถูกรางวัลรับเต็ม

ติดต่อทาง LINE:@STPLUS

www.สลากไทพลัส.com



อ่านบทความเพิ่มเติมของ สลากไทพลัส






พลัส กองสลากไทพลัส

ประวัติความเป็นมาของวัดหัวสวน โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

สลากไทพลัส จะมาเสนอความเป็นมาของวัดหัวสวน เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา 






วัดหัวสวนตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2440 และได้รับอนุญาตให้ตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. 2443 โดยหลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก (พระครูนันทธีราจารย์) เป็นผู้เริ่มสร้างอุโบสถ ต่อมาได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2471 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 กำหนดเขต กว้าง 24 เมตร ยาว 32 เมตร



ต่อมาเมื่อถึงเวลาต้องบูรณะซ่อมแซมอุโบสถ พระครูภาวนาจริยกุล ท่านเห็นว่าโบสถ์เก่ามีความทรุดโทรมมาก จึงมีแนวคิดสร้างอุโบสถหลังใหม่ให้มีอายุยืนยาวกว่าการสร้างแบบก่ออิฐถือปูนเดิม ๆ โดยดำเนินการสร้างโบสถ์ทั้งหลังด้วยสแตนเลสซึ่งท่านเป็นผู้ออกแบบและควบคุมดูแลการก่อสร้างเอง เริ่มสร้างเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2552 และเสร็จสิ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553




อุโบสถสแตนเลสชนิด 304 กว้าง 7.50 เมตร ความยาว 18 เมตร ความสูง 6.50 เมตร สร้างบนฐานคอนกรีตสูงจากพื้นดินด้วยฝีมือและแรงงานของพระลูกวัดพื้นปูด้วยหินแกรนิต ด้านหน้ามีพระสิวลีประดิษฐานอยู่ ส่วนด้านในมีพระพุทธมหาลาภประดิษฐานเป็นประธาน ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ทำจาก สแตนเลส ขึ้นรูป และอ็อคอาร์กอน หน้าบันและหน้าต่างเป็นรูปพระพุทธเจ้าและเทวดา มีรั้วสแตนเลสลายธรรมจักรประดับเสาหงส์คาบโคมไฟโดยรอบ ด้านนอกรอบอุโบสถแกะลายสแตนเลส เป็นรูปพระอรหันต์ 80 องค์


สลากไทพลัส 80 บาททุกใบไม่มีบวกเพิ่ม ถูกรางวัลรับเต็ม

ติดต่อทาง LINE:@STPLUS

www.สลากไทพลัส.com




อ่านบทความเพิ่มเติมของ สลากไทพลัส






วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2566

ประวัติความเป็นมาของวัดโพรงอากาศ โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

สวัสดีวันนี้ สลากไทพลัส จะมาเสนอความเป็นมาของวัดโพรงอากาศ ตั้งอยู่ในตำบลโพรงอากาศ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2520 




             วัดโพรงอากาศ (Wat Phrong Akat) เป็นวัดสวยอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดดเด่นด้วยพระอุโบสถทองคำทรงเจดีย์สามองค์ โดยองค์ใหญ่ที่สุดอยู่ตรงกลาง ซึ่งนอกจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้เที่ยวชมความสวยงามแปลกตาของพระอุโบสถทองคำทรงเจดีย์สามองค์และสักการะพระพุทธรูปต่างๆ ที่ประดิษฐานอยู่ภายในวัดแล้ว ยังสามารถเดินต่อไปอีกนิดเพื่อไปเที่ยวชมอุทยานพระพิฆเนศที่อยู่ในบริเวณวัดได้อีกด้วย 



ประวัติ

             ตั้งอยู่ในตำบลโพรงอากาศ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2520 จากการบริจาคที่ดินของชาวบ้านที่เลื่อมใสศรัทธาในตัวพระอาจารย์สมชาย พุทฺธสโรในระหว่างออกธุดงด์ยังพื้นที่บริเวณนี้ ที่ดินแห่งนี้มีพื้นที่ 48 ไร่ ชื่อวัดตั้งขึ้นตามชื่อของตำบล โดยมีพระอุโบสถขนาดใหญ่ที่สร้างเป็นทรงมหาเจดีย์สีทองอยู่ตรงกลาง และมีเจดีย์บริวารองค์เล็กอีกสององค์ ใช้สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างศิลปะไทย


ป


 อินเดีย และศรีลังกา มีความสูง 96 เมตร ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหลายองค์ เช่น หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวงพ่อโต หลวงพ่อวัดไร่ขิง และหลวงพ่อวัดเขาตะเครา นอกจากนี้ภายในวัดยังมีอุทยานพระพิฆเนศ ซึ่งมีองค์พระพิฆเนศปางนั่งประทานพรองค์ใหญ่ ใช้เสาทั้งหมด 196 ต้นในการสร้าง ด้วยแลนด์มาร์กเชิงศาสนาเหล่านี้จึงทำให้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทรา

สลากไทพลัส 80 บาททุกใบไม่มีบวกเพิ่ม ถูกรางวัลรับเต็ม

ติดต่อทาง LINE:@STPLUS

www.สลากไทพลัส.com


อ่านบทความเพิ่มเติมของ สลากไทพลัส

ประวัติความเป็นมาของวัดสมานรัตนาราม โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

ประวัติความเป็นมาของวัดป่าโมกวรวิหาร โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

ประวัติความเป็นมาของวัดไชโยวรวิหาร โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

ประวัติความเป็นมาของวัดสังกระต่าย โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส



ไทยพลัสนิวส์ 10 อาหารที่กินแล้วทำให้ แก่วัย

 ไทยพลัสนิวส์ 10 อาหารที่กินแล้วทำให้ แก่วัย ไทยพลัสนิวส์ 10 อาหารที่กินแล้วทำให้ แก่วัย เรื่องของอาหารการกิน ยังไงก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ต่อร...