วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ความความเป็นมาของวัดพระแก้ว วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

    สลากไทพลัส จะมาเสนอประวัติของ  วัดพระแก้ว วัดพระศรีรัตนศาสดาราม




          วัดพระแก้ว หรือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นวัดหลวงที่สำคัญในพระราชพิธีต่างๆ ที่สร้างขึ้นในพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ในปี พ.ศ.2325 สมัยรัชกาลที่ 1 ค่ะ โดยเป็นวัดในพระบรมมหาราชวังเช่นเดียวกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง

      นอกจากนี้ ภายในวัดยังประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต ที่อัญเชิญมาจากอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ หรือ ประเทศลาวในอดีต นั่นเอง

    ประวัติวัดพระแก้ว

         วัดพระแก้ว สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างพระบรมมหาราชวัง และการสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2325 ค่ะ โดยเป็นสร้างตามประเพณีการสร้างพระอารามหลวงในเขตพระราชวังที่มีมาตั้งแต่อดีตก็คือ วัดมหาธาตุ ในพระราชวังสมัยกรุงสุโขทัย และ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ในพระราชวังสมัยกรุงศรีอยุธยา นั่นเอง โดยจะเป็นวัดที่ไม่มีเขตสังฆาวาส ซึ่งเริ่มแรกภายในวัดมี พระเจดีย์ พระอุโบสถ พระวิหาร หอพระมณเฑียร และหอไตร

         ต่อมาในปี พ.ศ. 2331-2352 ได้มีการสร้างพระมณฑปขึ้นแทนหอพระมณเฑียรธรรมหลังเดิม และสร้างหอพระมณเฑียรธรรมขึ้นใหม่ ต่อมามีการสร้างหอระฆังระหว่างพระอุโบสถกับพระระเบียงด้านใต้ และแขวนหอระฆังที่ขุดพบในช่วงที่ทรงปฏิสังขรณ์ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร

         นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง หอพระนาก ขึ้นทางมุมพระระเบียงด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือค่ะ และหลังสถาปนาสิ่งต่างๆ ในพระอารามแล้ว จึงมีงานสมโภชพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในปี พ.ศ.2352 นั่นเอง

          หลังจากนั้น ตั้งแต่รัชกาลที่ 3 จนถึง รัชกาลที่ 5 ก็ทรงปฏิสังขรณ์ วัดพระแก้ว เรื่อยมา เนื่องจากเป็นวัดสำคัญ จึงต้องมีการปฏิสังขรณ์ใหญ่ทุก 50 ปี มีการซ่อมแซม และสร้างเพิ่มเติม เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ เก๋งบอกพระปริยัติธรรม รูปยักษ์ 6 คู่ พระพุทธรูปฉลองพระองค์รัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 หอพระคันธารราษฎร์ มณฑปยอดปรางค์ พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลกรุงรัตนโกสินทร์ ประจำรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ที่ 2 รัชกาลที่ที่ 3 รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5

          ต่อมาในช่วงสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง พระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท ขึ้นที่พระบรมมหาราชวังเพื่อประดิษฐานพระบรมรูป และอัญเชิญพระบรมรูป

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 5 รัชกาล มาประดิษฐานที่พระพุทธปรางค์ปราสาท และพระราชทานนามใหม่ว่า ปราสาทพระเทพบิดร เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2461 จึงมีการกราบถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัติยาธิราชเป็นประจำทุกปีเป็นประเพณีสืบมา ในวันที่ 6 เมษายนนั่นเอง

          จากนั้นในรัชสมัยของ รัชกาลที่ 7-รัชกาลที่ 9 ก็มีการซ่อมแซม บูรณปฏิสังขรณ์ วัดพระแก้ว เรื่อยมา และในในโอกาส สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี สมัยรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดยพยายามรักษาภาพของเดิมไว้ให้มากที่สุด ได้ดำเนินซ่อมภาพจิตรกรรมเสร็จทันการฉลองเมื่อ ปี พ.ศ.2525



    ประวัติ พระแก้วมรกต

    พระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ วัดพระแก้ว กรุงเทพ

          พระแก้วมรกต หรือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยในปัจจุบันค่ะ โดยประดิษฐานใน วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว โดยแกะสลักจากหยกอ่อนเนไฟรต์สีเขียวดังมรกต เป็นศิลปะสมัยก่อนเชียงแสนถึงศิลปะเชียงแสน

          สันนิษฐานในการพบครั้งแรก คือ พระแก้วมรกต ประดิษฐานในเจดีย์วัดป่าญะ เมืองเชียงราย หรือ วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย ในปัจจุบัน จากนั้น พระเจ้าสามฝั่งแกน แห่งเมืองเชียงใหม่ ได้อัญเชิญ พระแก้ว มาประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ แต่ ช้างทรงพระแก้ว เดินทางไปยังลำปางแทน เชียงใหม่เห็นว่าลำปางก็อยู่ในอาณาจักรล้านนาเช่นกัน จึงอัญเชิญพระแก้วไปไว้ที่ วัดพระแก้วดอนเต้า จนในสมัยพระเจ้าติโลกราช ได้เชิญพระแก้วมรกตมายังเชียงใหม่

           มาจนถึงสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งล้านช้าง มาครองเมืองเชียงใหม่ ได้เสด็จกลับ หลวงพระบาง ก็เชิญพระแก้วมรกตไปด้วยพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ แต่ภายหลังเมืองเชียงใหม่ได้พระพุทธสิหิงค์คืนมา ต่อมา ล้านช้าง ได้ย้ายเมืองหลวงจาก หลวงพระบาง มา เวียงจันทน์ ก็อัญเชิญพระแก้วมรกตมาด้วย

    พระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ วัดพระแก้ว กรุงเทพ

           เมื่อถึงสมัยของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนา กรุงธนบุรี ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบาง มาจากเวียงจันทน์ ประดิษฐานไว้ที่ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

          ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติขึ้นเป็นพระปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี จึงทรงอัญเชิญ พระแก้วมรกต ลงบุษบกในเรือพระที่นั่ง เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มาประดิษฐานยัง พระอุโบสถพระอารามใหม่ วัดพระแก้ว แล้วพระราชทานนามพระอารามว่า "วัดพระศรีรัตนศาสดาราม" จนถึงปัจจุบันนี้ สำหรับ พระบาง นั้นได้คืนให้แก่ หลวงพระบาง ประเทศลาว

          นอกจากนี้ ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 (ช่วงเดือนมีนาคม) เดือน 8 (วันเข้าพรรษา) และเดือน 12 (หลังวันลอยกระทง 1 วัน) จะมีการเปลี่ยนเครื่องทรงขององค์พระแก้วมรกต โดยมี 3 เครื่องทรง คือ เครื่องทรงฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว




    สถานที่สำคัญที่น่าสนใจในวัดพระแก้ว

        ภายในวัดพระแก้ว มีสถานที่ต่างๆ ที่น่าสนใจ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย แต่เราขอแนะนำ จุดสำคัญที่หากไปเที่ยววัดพระแก้วแล้วห้ามพลาดเลย ตามนี้ค่ะ

          พระอุโบสถ ของวัดพระแก้ว มีกำแพงแก้วล้อมรอบ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม ประดับครุฑยุดนาคหล่อด้วยโลหะปิดทอง มีเสารายเทียนหล่อด้วยทองแดงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ผนังด้านในโดยรอบเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังต่างๆ เช่น เรื่องราวพุทธประวัติ ภาพทศชาติชาดก ภาพเทพชุมนุมตามแบบที่สืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยา ภาพกระบวนพยุหยาตราสถลมารค กระบวนพยุหยาตราชลมารค และอื่นๆ

    ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระแก้ว กรุงเทพ

           ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญคือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต พระพุทธรูปพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างอุทิศให้กับรัชกาลที่ 1 และ 2 ทรงเครื่องต้นพระจักรพรรดิราช พระสัมพุทธพรรณี

          พระศรีรัตนเจดีย์ เจดีย์ทรงลังกา สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2398 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามแบบพระมหาเจดีย์ ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ ทรงอัญเชิญจากลังกา นั่นเองค่ะ




    พระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระแก้ว กรุงเทพ

           หอราชกรมานุสร และหอพงศานุสร ภายในประดิษฐาน พระพุทธรูปประจำรัชกาลต่างๆ ในสมัยอยุธยา และในสมัยรัตนโกสินทร์ ค่ะ มีลักษณะเป็นอาคารทรงไทย ภายในมีภาพจิตรกรรมของขรัวอินโขร่ง ซึ่งเป็นภาพพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ อีกทั้งที่นี่ยังเป็นสถานที่ในการถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา โดยจะตั้งเครื่องสักการบูชาพระพุทธรูป ในหอพระราชพงศานุสร

           ปราสาทพระเทพบิดร เป็นอาคารจัตุรมุขทรงไทย ยกยอดปราสาทเป็นทรงปรางค์ ภายในประดิษฐาน พระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ในพระบรมราชจักรีวงศ์ทั้ง 5 พระองค์ (รัชกาลที่ 1-5) เดิมสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2398 ในสมัยรัชกาลที่ 4 และเปลี่ยนเป็น ปราสาทพระเทพบิดร ในสมัยรัชกาลที่ 6 ค่ะ


    ที่เที่ยวกรุงเทพ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 

          พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยแต่เดิมที่นี่เป็นโรงกษาปณ์ใช้ผลิตเงินตราเพื่อใช้ในประเทศ ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 ในวาระการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระแก้ว ได้มีการเปลี่ยนแปลงโรงกษาปณ์แห่งนี้มาเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยภายในรวบรวมวัตถุสำคัญต่างๆ เช่น พระแท่นที่ประทับของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช รูปพระราชพิธีอินทราภิเษก พระแท่นมนังคศิลาบาตร เป็นต้น

          นอกจากนี้ ภายในวัดพระแก้ว ยังมีศาสนสถาน รวมถึงกลุ่มอาคารต่างๆ ที่มีความสำคัญ สถาปัตยกรรมที่งดงาม และน่าสนใจมากมาย เรียกได้ว่า เป็นสมบัติชาติที่ทรงคุณค่า และยังเป็นแหล่งรวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์อีกด้วยค่ะ


     



    ประวัติความเป็นมาของวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

     สลากไทยพลัส จะมาเสนอประวัติของวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารและเปรตวัดสุทัศน์



    ดูประวัติ

    สลากไทพลัส วัดพระแก้ว

    วัดสุทัศน์เทพวราราม

    ชื่อสามัญ วัดสุทัศน์เทพวราราม

    ที่ตั้ง 146 ริมถนนตีทอง 1 ถนนบำรุงเมือง หน้าวัดออกทางถนนอุณากรรณ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

    ปiะเภท เถรวาทมหานิกาย

    เจ้าอาวาส พระพรหมวชิรมุนี (เชิด จิตฺตคุตฺโต)

    ความพิเศษ พระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร 1 ใน 6 ของไทย

    พระพุทธศาสนา ส่วนหนึ่งของสารานุกรมพระพุทธศาสนา


    วัดสุทัศนเทพวราราม [สุ-ทัด-เทบ-พะ-วะ-รา-ราม] หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า วัดสุทัศน์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งของประเทศไทย และถือเป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในเขตพระนครชั้นใน และอยู่มีสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นคือ เสาชิงช้า อยู่บริเวณหน้าวัด




    ประวัติ

    ในต้นยุคกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1[1]โปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างวัดขึ้นในพื้นที่พระนครชั้นใน ในปี พ.ศ. 2350 เดิมพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” โดยมีพื้นที่ตั้งอยู่ในดงสะแก เป็นที่ลุ่มจึงโปรดเกล้าฯ ให้ถมที่และสร้างเป็นวัด และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นก่อนเพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย แต่สิ้นรัชกาลก่อนที่จะประดิษฐานเป็นสังฆาราม จึงเรียกกันว่า วัดพระโต, วัดพระใหญ่ หรือวัดเสาชิงช้าบ้าง จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อ และทรงจำหลักบานประตูพระวิหารด้วยพระองค์เอง แต่ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ การก่อสร้างวัด มาเสร็จบริบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2390 และพระราชทานนามว่า "วัดสุทัศน์เทพวราราม" ปรากฏในจดหมายเหตุว่า "วัดสุทัศน์เทพธาราม" และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผูกนามพระประธานในพระวิหาร พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ให้คล้องกันว่า "พระศรีศากยมุนี", "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" และ "พระพุทธเสรฏฐมุนี"

    ภายในวัดสุทัศน์เทพวรารามเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และได้อัญเชิญ พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ มาบรรจุที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนีเมื่อ พ.ศ. 2493 และมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรในวันที่ 9 มิถุนายนของทุกปีพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร


     



    พระอุโบสถ

    พระอุโบสถของวัดสุทัศน์ จัดว่าเป็นพระอุโบสถที่ยาวที่สุดในประเทศไทย พระประธานภายในพระอุโบสถ คือ พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทั้งพระอุโบสถและพระประธานนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ผนังด้านในของพระอุโบสถมีภาพจิตกรรมฝาผนังฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 ซุ้มประตูและหน้าต่างเป็นซุ้มยอดเจดีย์ มีลักษณะแปลกตาและงดงามมาก รอบ ๆ พระอุโบสถ มีซุ้มเสมา 8 ซุ้ม ตั้งอยู่บนกำแพงแก้ว เป็นใบเสมาคู่ซึ่งทำจากหินอ่อนสีเทา สลักเป็นภาพช้าง 3 เศียร งวงชูดอกบัวตูมเศียรละ 1 ดอก เบื้องบนมีดอกบัวบาน 3 ดอก บนกำแพงแก้วด้านทิศเหนือและทิศใต้ มีเกยอยู่ด้านละ 4 เกย ซึ่งใช้เป็นที่สำหรับประทับโปรยทานแก่ประชาชนในงานพระราชพิธี เรียกว่า "เกยโปรยทาน"




    เปรตวัดสุทัศน์

    จิตรกรรม พระสงฆ์พิจารณาสังขารผีเปรต วัดสุทัศนเทพวรารามที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร มีเรื่องเล่าขานกันถึงเปรต สัตว์ที่เกิดในอบายภูมิตามความเชื่อของพุทธศาสนาและชาวไทย ว่ามีเปรตเคยปรากฏอยู่ที่นี่ โดยเรื่องนี้อาจมีที่มาจากภายในพระวิหารมีภาพวาดบนเสาด้านข้างขององค์พระศรีศากยมุนี เป็นภาพจิตรกรรมที่วาดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรูปหนึ่งเป็นรูปเปรตตนหนึ่งนอนพาดกายอยู่และมีพระสงฆ์กำลังยืนพิจารณาสังขาร ซึ่งภาพนี้มีชื่อเสียงมากในสมัยอดีต เป็นที่ร่ำลือกันว่าหากใครได้มีโอกาสไปกราบไหว้พระศรีศากยมุนีในพระวิหารหลวง ต้องไปดูรูปจิตรกรรม "เปรตวัดสุทัศน์" ที่ขึ้นชื่อนี้ จนมีคำกล่าวคล้องจองกันว่า "แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์"

    นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องเล่ากันจากปากต่อปากว่า ในอดีตที่บริเวณหน้าพระวิหารหลวงนี้ มีผู้พบเห็นเปรตในเวลาค่ำคืนบ่อย ๆ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) ขณะที่ยังทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ ในเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ยังเคยเปรยกับเปรต ความว่า "อยู่ด้วยกันนะ อย่าให้ชาวบ้านได้เดือดร้อน" จากนั้นเปรตก็ไม่มาปรากฏอีก

    และมีความเป็นไปได้ว่า เปรตวัดสุทัศน์ อาจเป็นความเข้าใจผิดของผู้ที่มองเห็นเสาชิงช้าที่อยู่บริเวณหน้าวัดในเวลาเช้ามืดที่หมอกลง หรือทัศนวิสัยไม่ดี แล้วสำคัญผิดว่าเป็นเปรต หรืออาจจะมีที่มาจากพระราชนิพนธ์องค์หนึ่งของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเคยนิพนธ์เรื่อง "เปรตสะพานหัน" ที่ทรงเปรียบขอทานที่สะพานหันว่าเหมือนเปรต และมีการนำไปเปรียบเทียบกับขอทานที่อาศัยอยู่หน้าเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ที่อยู่ใกล้เคียง


    วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

    ความเป็นของหลวงพ่อรวย วัดตะโก โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

        สลากไทพลัส จะมาเสนอหลวงพ่อรวย วัดตะโก พระเกจิอาจาย์แห่งกรุงเก่า





    วัดตะโก วัดชื่อดังแห่งอำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หนึ่งในเส้นทางไหว้พระอยุธยายอดนิยม เพราะบรรดาลูกศิษย์และพุทธศาสนิกชนนิยมไปไหว้ หลวงพ่อรวย วัดตะโก พระเกจิอาจารย์แห่งกรุงเก่า ที่เด่นดังด้านมหาลาภ เมตตามหานิยม และแคล้วคลาดปลอดภัย นอกจากนี้ภายในวัดยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ให้ได้ไปสักการบูชา อีกทั้งบริเวณด้านข้างวัดยังมีสถานที่เช่าวัตถุมงคลหลวงพ่อรวยให้ได้บูชากันด้วย ความน่าสนใจของวัดตะโกยังมีอีกมาก ตามเราไปทำความรู้จักกันให้มากขึ้นดีกว่า




    วัดตะโก หลวงพ่อรวย

          วัดตะโก ตั้งอยู่ที่หมู่ 2 ตำบลดอนหญ้านาง อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย

    ประวัติวัดตะโก

              วัดตะโก สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2345 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2541 เริ่มก่อสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ปี พ.ศ. 2557 ผู้ออกแบบเจดีย์คือ วนิดา พึ่งสุนทร (ศิลปินแห่งชาติ) และ ตะวัน วีระกุล วิศวกร บัญชา ชุ่มเกษร และองอาจ หุดากร เจดีย์มี 2 ชั้นร่วมสมัย มีลิฟต์และบันไดภายใน ชั้นล่างเป็นห้องโล่งกว้าง มีโลงแก้วบรรจุสังขารหลวงพ่อรวย ซึ่งไม่เน่าเปื่อย ให้ผู้ที่มีจิตศรัทธาได้เข้ามากราบไหว้ ยังมีประติมากรรมรูปเหมือนหลวงพ่อรวยองค์ใหญ่ ชั้นบนประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและรูปหล่อบูรพาจารย์ ส่วนพระอุโบสถ์หลังใหม่ประดิษฐานองค์พระประธาน ภายในมีภาพเขียนพุทธประวัติสวยงาม ถัดไปเป็นศาลาประดิษฐานหลวงพ่อทองคำ หลวงพ่อบุญญาฤทธิ์ และหลวงพ่อรวย นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดตะโกยังมีศาลากลางน้ำทรงไทย สามารถให้อาหารปลาได้




    พระมหาธาตุเจดีย์มงคลสิทธาจารย์

    ประวัติหลวงพ่อรวย

              หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก หรือพระมงคลสิทธาจารย์ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2464 ที่บ้านตะโก ตำบลดอนหญ้านาง อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 8 คน (ชาย 3 หญิง 4) ของนายมี และนางสินลา ศรฤทธิ์ ชีวิตวัยเด็กช่วยพ่อแม่ทำเกษตร พอ 12 ขวบ ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนวัดตะโกจนอ่านออกเขียนได้ เมื่ออายุ 16 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดตะโก โดยมีพระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยในด้านพระคันถธุระ (พระปริยัติธรรม) สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี ในปี พ.ศ. 2584 ก็อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดตะโก โดยมีพระครูสุนทรธรรมนิวิฐ (หลวงพ่อชื่น) เจ้าอาวาสวัดภาชี เจ้าคณะอำเภอภาชี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดจ้อย เจ้าอาวาสวัดวิมลสุนทร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสวัดตะโก (ในสมัยนั้น) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับสมณฉายาว่า “ปาสาทิโก” ครั้นอุปสมบทแล้วอยู่จำพรรษาที่วัดตะโกเรื่อยมา ได้ศึกษาด้านคันถธุระพระปริยัติธรรมเพิ่มเติม จนสอบได้นักธรรมชั้นโท ในปี พ.ศ. 2485 และสอบได้นักธรรมชั้นเอกปี พ.ศ. 2487

             หลังจากจบนักธรรมเอกแล้ว หลวงพ่อรวยก็หันมาสนใจทางด้านวิปัสสนาธุระ และออกเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาเรียนพระกรรมฐานกับครูบาอาจารย์เก่ง ๆ ในยุคนั้น เช่น หลวงพ่อชื่น วัดภาชี เชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐาน หรือหลวงพ่อแจ่ม วัดแดงเหนือ ผู้เชี่ยวชาญเวทมนตร์คาถาอาคม ที่ได้ถ่ายทอดสรรพวิชาให้ หลวงพ่อรวยอาศัยความขยันหมั่นเพียร ความตั้งใจมุ่งมั่น จึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและสำเร็จในสรรพศาสตร์ทั้งหลายเหล่านั้น และนำมาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมกับพัฒนาวัดเรื่อยมา จนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตร ที่ราชทินนาม “พระครูสุนทรธรรมนิวิฐ”

             หลวงพ่อรวย มรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 ณ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ด้วยโรคชรา สิริอายุ 95 ปี 76 พรรษา ซึ่งหลังจากละสังขารได้ 100 วัน สังขารหลวงพ่อรวยกลับไม่เน่าไม่เปื่อย คณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์จึงพร้อมใจกันเชิญสรีรสังขารมาบรรจุใส่โลงแก้ว เพื่อให้ศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนได้สักการะ

    สรีรสังขารมาบรรจุใส่โลงแก้วของหลวงพ่อรวย

    คาถาบูชาหลวงพ่อรวย

              คาถามหาลาภ (พระคาถาของหลวงพ่อรวย)

             ตั้ง นะโม 3 จบ

              สัมพุทธชิตา จะสัจจานิ เกรัตสะ พระพุทธชิตา

              สัพพโส คุระวิภา สัมปัตโต นะรุตตะโม

              มหาลาภัง สัพพะสิทธิ ภะวันตุ เม




    สิ่งน่าสนใจในวัดตะโก

    พระมหาธาตุเจดีย์มงคลสิทธาจารย์

    อุโบสถ

    วิหารสามหลวงพ่อ

    ศาลา ๙๐ ปี หลวงพ่อรวย

    ศาลากลางน้ำ

    วิหารพระพุทธทิพยรัตน์

    วิหารสามหลวงพ่อ

    ศาลากลางน้ำ วัดตะโก

    ศาลากลางน้ำ วัดตะโก

    วัดตะโก ท้าวเวสสุวรรณ

              ภายในวัดตะโกมีองค์ท้าวเวสสุวรรณ 2 องค์ใหญ่ให้ได้สักการบูชา โดยประดิษฐานอยู่บริเวณด้านหน้ามณฑปจตุรมุข ใกล้ ๆ กับพระมหาธาตุเจดีย์มงคลสิทธาจารย์


              คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ

             นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ)


              อิติปิโส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ

              มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ

              ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา

              ยักขะพันตาภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ

              ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะฟ

    อ่านบทความเพิ่มเติม สลากไทพลัส

    ไทยพลัสนิวส์ 10 อาหารที่กินแล้วทำให้ แก่วัย

     ไทยพลัสนิวส์ 10 อาหารที่กินแล้วทำให้ แก่วัย ไทยพลัสนิวส์ 10 อาหารที่กินแล้วทำให้ แก่วัย เรื่องของอาหารการกิน ยังไงก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ต่อร...